นนี้ลาภปากแฮะ”
บรรยากาศบนโต๊ะพลันเงียบสนิทลงทันควัน มู่กุยฝานเลิกคิ้ว กอดอกมองเด็กหนุ่มเงียบๆ จื่อซีคีบอาหารเข้าปากพลางมองหน้าทุกคนด้วยความฉงน “มองอะไรกันครับ? มีอะไรน่าดูนักเหรอ…”
หึ… ไม่อยากให้กินเลยต้องมาทำหน้าบึ้งขู่กันล่ะสิ? จื่อซีคิดประชดในใจ เขาจึงจงใจคีบมะเขือม่วงชิ้นโตเข้าปากแล้วเคี้ยวด้วยท่าทางเอร็ดอร่อยเพื่อยั่วโมโห
วินาทีต่อมา…
“พรื้ดดดดด!”
มะเขือม่วงและหมูสับถูกพ่นกระจายออกมาเต็มโต๊ะ จื่อซีเบ้หน้าจนบิดเบี้ยว “นี่มันอะไรกันเนี่ย!” มะเขือที่ดูมันวาวน่ากินกลับทั้งดิบทั้งแข็ง แย่ไปกว่านั้นคือหมูสับเค็มจัดจนลิ้นแทบพอง!
เขารีบคว้าแก้วน้ำมากระดกจนหมดถึงได้สติคืนมาบ้าง “แม่ง… มีอะไรในโลกนี้ เค็มและห่วยกว่านี้อีกไหม? หมาเห็นหมายังเมินเลย!”
ทุกคนยังคงนิ่งเงียบ ซู่เป่ามองไปรอบ ๆ แล้วหันมามองพี่ชายด้วยสายตาเห็นใจ อยากบอกพี่จริง ๆ ว่ามันมีสิ่งที่เค็มกว่านั้นอีกนะคะพี่จื่อซี… เจ้าไก่ราดน้ำมันนั่นไงล่ะ
จื่อซีที่ไม่ได้กินอะไรมาทั้งวันเริ่มหน้ามืดด้วยความหิว เขาตัดสินใจลองเสี่ยงกับไก่ราดน้ำมันสีเหลืองทองหน้าตาดูชุ่มฉ่ำน่ากินอีกครั้ง เขาเลือกชิ้นที่เนื้อแน่นสุดเข้าปาก… แต่แล้วก็ต้องพ่นออกมาทันควัน!
“ถุย ๆ ๆ!” เขาถ่มน้ำลายไม่หยุดพร้อมดื่มน้ำรวดเดียวสามแก้ว “มีอะไรที่เค็มยิ่งกว่ามะเขือเมื่อกี้อีกเหรอเนี่ย! นี่ใครเป็นคนทำครับ คนเขากินกันได้ที่ไหน!”
“ฉันทำเอง” มู่กุยฝานกอดอกพลางเอ่ยด้วยน้ำเ