อยคนหนึ่ง… มู่กุยฝาน และ ซู่เป่านั่นเอง
ชางชิงเป่ยเหมือนถูกราดด้วยน้ำแข็งจนสร่างเมา เขาลุกลี้ลุกลนถาม “พวกคุณ… จะทำอะไรอีก?”
“ไม่ต้องกลัว แค่มาพูดคุยกันดี ๆ เท่านั้นแหละ” มู่กุยฝานแค่นเสียงเย็น
“คุณมู่… ไม่เอาดี ๆ แบบนั้นได้ไหม คุณโหดใส่ผมเลยยังดีกว่า!” ชางชิงเป่ยร้องไห้โฮ ความเป็นมิตรของคนกลุ่มนี้เขารับไม่ไหวจริง ๆ
ซู่เป่ากุมชายเสื้อของมู่กุยฝานแน่น เธอมองลุงคนนี้ด้วยความสงสัย “อาจารย์คะบนหัวเขาไม่มีผีนี่ แต่ทำไมถึงมีไอสังหารล้อมรอบตัวแบบนั้น”
จี้ฉางจ้องมองชางชิงเป่ยแล้วสอนซู่เป่าว่า “ซู่เป่า… ในโลกนี้มีสิ่งที่เรียกว่า ภูตผีปีศาจ ซึ่งสมัยก่อนหมายถึงสิ่งชั่วร้าย แต่ปัจจุบันใช้เปรียบเปรยถึงคนเลวประเภทต่าง ๆ บางคนก็น่ากลัวยิ่งกว่าผีเสียอีก”
“และมีคนประเภทหนึ่งที่เป็น ‘ผีคนเป็น’ มีชีวิตอยู่แต่จิตวิญญาณไม่ต่างจากผีร้าย”
“หมายความว่าลุงคนนี้คือผีที่ยังมีชีวิตอยู่ใช่ไหมคะ?” ซู่เป่าเอียงคอฟังพลางสรุปตามความเข้าใจ
จี้ฉางสำลักกับคำอธิบายยืดยาวของเขาถูกสรุปเหลือเพียงสองคำ “ก็… ประมาณนั้นแหละ”
“ท่านอาจารย์ชอบพูดให้ซับซ้อน ไม่จริงใจเลย” ซู่เป่าทำหน้ามุ่ยใส่ จากนั้นเธอก็ถามต่อ “อาจารย์คะ ถ้าเราจับผีคนเป็น ลุงคนนี้ยังจะมีชีวิตอยู่ไหม?”
“ถ้าจับเขาจริง ๆ เขาก็คงไม่มีชีวิตอยู่หรอก… แล้วหนูคิดว่าเราควรจัดการเขายังไงดี?” จี้ฉางลองหยั่งเชิง
ซู่เป่าครุ่นคิดครู่หนึ่งก่อนโพล่งออกมา “ฆ่าเขาซะเลยดีไหมคะ?”