ับ มีดเล่มนั้นจึงสับลงบนไม้กระดานเตียงจนเสียงดังสนั่น
มู่กุยฝานคือใคร?
ถ้าเขาอยากสับนิ้วจริง ๆ มีหรือจะพลาด เขาเพียงแค่ต้องการข่มขวัญให้คนสารเลวคนนี้ขวัญกระเจิงเท่านั้น ชางชิงเป่ยตัวสั่นงันงก ก้มหัวโขกพื้นดังตุบ ๆ “ไว้ชีวิตผมด้วย! ผมผิดไปแล้ว! ผมจะไม่ทำอีกแล้ว!”
มู่กุยฝานมองด้วยสายตาชิงชัง คนไร้ยางอายแบบนี้บางครั้งก็ไม่กลัวกฎหมาย และเขาก็รอขั้นตอนของศาลที่แสนยาวนานไม่ไหว การกล้าเอาความน่ารักของซู่เป่า ไปหาผลประโยชน์และบิดเบือนจนกลายเป็นเรื่องอื้อฉาว หากไม่สั่งสอนให้หนักย่อมไม่ใช่ตัวเขา
เขากวาดสายตามองรอบห้อง หยิบนามบัตรเก่าบนโต๊ะขึ้นมาอ่าน “ชางชิงเป่ย… หึ ช่างเป็นการทำลายชื่อดี ๆ เสียจริง” เขาโยนนามบัตรทิ้งราวกับไม่ใส่ใจ “พวกนายคุยกับเขาให้ดี ๆ นะ จำไว้ว่าพวกเราเป็นคนมีอารยธรรม”
“รับทราบครับ!” เหล่านักเลงมือดีของคฤหาสน์ตระกูลมู่ขานรับพร้อมกัน
มู่กุยฝานปิดประตูเดินออกไป ทิ้งให้ชางชิงเป่ยเผชิญหน้ากับความหวาดกลัวเพียงลำพัง สุดท้ายเสียงร้องขอชีวิตก็ถูกกลบด้วยเสียงตุ้บตั้บจากการถูกรุมทุบตี
นอกประตู หวั่นเถายืนเฝ้าด้วยอาการสติกระเจิง “ท่านหัวหน้าครับ ทำแบบนี้มันจะไม่เสียชื่อเสียงเหรอครับ?”
“ฉันมีชื่อเสียงอะไร? ตอนนี้ฉันก็แค่นักพรตพเนจรคนหนึ่งเท่านั้นแหละ!” มู่กุยฝานพิงริมหน้าต่าง ใบหน้าเรียบเฉย
ในใจของหวั่นเถาแทบจะกรีดร้องออกมาเป็นภาษาต่างดาว ‘นักพรตพเนจรบ้านท่านสิ! มีนักพรตที่ไหนพาลูกน้