าข้างล่างมีคนมาตรวจสอบ…”
มู่กุยฝานไม่ได้พูดอะไรอีก เขาเดินไปเข็นรถเข็นของคุณยายซูเพื่อเดินทางกลับ คุณยายซูถามด้วยความเป็นห่วง “เธอไม่เป็นไรใช่ไหม?”
“ไม่เป็นไรครับ” เขายังคงรักษาท่าทีเรียบเฉย
“แล้วทำไมเมื่อกี้ถึงดิ้นอยู่ในน้ำตั้งนานล่ะ?” หญิงชราถามต่อ เพราะจากมุมสูงเธอเห็นชัดว่ามู่กุยฝานเหมือนถูกอะไรบางอย่างฉุดรั้งไว้
“แค่สาหร่ายพันเท้านิดหน่อยครับ” เขาสะบัดเสื้อยืดอันเปียกโชกพลางตอบปัด
“คราวหน้าอย่าใจร้อนนักสิ ดึกดื่นมืดค่ำมองไม่เห็นอะไรเลย ถ้าบังเอิญไปชนเข้ากับอะไรในน้ำจะทำยังไง!” คุณยายซูอดบ่นไม่ได้
สิ่งที่เธอพูดคงหมายถึงคือโขดหินหรือกิ่งไม้…
แต่ในหัวของมู่กุยฝานกลับนึกถึงสัมผัสเหนียวเหนอะหนะที่คว้าข้อเท้าเขาไว้ใต้น้ำอย่างสยดสยอง
เมื่อกลับมาถึงบ้าน มู่กุยฝานถอดเสื้อผ้าออก เผยให้เห็นแผงอกกว้างอัดแน่นไปด้วยกล้ามเนื้อแข็งแรง เขาส่องกระจกตรวจสอบร่างกายอย่างละเอียด แต่กลับไม่พบรอยบาดแผลประหลาดใด ๆ
แต่ว่าข้อเท้าทั้งสองข้างกลับปรากฏรอยนิ้วมือสีม่วงคล้ำชัดเจนอยู่หลายรอย…
“ชิ…” มู่กุยฝานใช้นิ้วลูบบริเวณรอยช้ำเหล่านั้น สัมผัสที่ได้รับช่างเย็นเยียบผิดปกติ
ดูเหมือนว่าหลังจากอาบน้ำเสร็จ เขาคงต้องไปหาเจ้าตัวเล็กของเขาเสียหน่อยแล้ว
ขณะกำลังใช้ความคิด เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้น มู่กุยฝานคว้าผ้าขนหนูมาพันรอบกายแบบลวก ๆ ก่อนจะแง้มประตูออกเล็กน้อย
ซู่เป่ายืนเก้ ๆ กัง ๆ อยู่นอกประตู ท่าทางลับล่อ คอยมอง