“ซู่เป่าอยากจัดการอย่างไร?” จี้ฉางถามลองใจ
ซู่เป่าคิดครู่หนึ่ง “เราส่งเธอไปกักขังไว้ในโลกวิญญาณก่อนได้ไหมคะ? เมืองเฟิงตูที่อาจารย์เคยบอกว่าเป็นแหล่งรวมตัวของวิญญาณที่รอไปเกิดใหม่น่ะค่ะ”
จี้ฉางฉายแววชื่นชมในดวงตา เด็กคนนี้คิดได้ลึกซึ้งถึงขั้นนี้ถือว่าเติบโตขึ้นมาก “ได้สิ” ในเมื่อซู่เป่าตัดสินใจแล้ว เขาก็พร้อมจะทำตามความประสงค์นั้น
ผีหญิงท้องแหว่งที่อุ้มทารกและจูงมือลูกสาวไว้ ยังคงมีแววตาไม่ยอมแพ้ เธอเหลือบมองบุญบารมีของซูจิ่นอวี้ด้วยความเสียดาย…
หากไปถึงยมโลก เธอคงต้องลำบากตรากตรำสร้างกุศลอีกนานกว่าจะได้ไปเกิดใหม่พร้อมลูก ๆ
จี้ฉางสะบัดมือเพียงครั้งเดียว ร่างแม่ลูกทั้งสามก็เลือนหายไปต่อหน้าต่อตา
ซูอีเฉินนิ่งเงียบไป หัวใจรู้สึกหนักอึ้งอย่างประหลาด เพราะนี่ไม่ใช่บทละครแต่คือโศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้นจริง เขามองซู่เป่าด้วยความเป็นห่วงว่าภาพเหล่านี้จะทิ้งรอยแผลไว้ในใจเด็กน้อยหรือไม่ แต่กลับเห็นซู่เป่าคลี่ยิ้มบาง ๆ ด้วยความโล่งใจที่ทำภารกิจสำเร็จ
เด็กหนอเด็ก… เรื่องที่ผ่านไปแล้วก็ให้มันผ่านไป ดีแล้วล่ะ
ซู่เป่าหันไปหาคุณยายชุดศพที่เหลืออยู่เพียงตนเดียว “แล้วคุณยายล่ะคะ มีเรื่องอะไรอยากจะบอกหรือเปล่า?”
จี้ฉางลอบยิ้ม เริ่มชำนาญงานขึ้นเรื่อย ๆ แล้วนะเจ้าตัวเล็ก!
คุณยายชุดศพเอ่ยเสียงแผ่ว “ฉันยังมีอีกประโยคที่ยังไม่ได้บอกลูกชาย… ถ้าได้พูดประโยคนี้แล้ว ฉันจะไปอย่างหมดห่วงแน่ ๆ…”
“คำพูดอะไรสำคัญขนาดนั