แทน
ซินจื่อเหมิงขมวดคิ้วแน่น เธอรีบขอโทษมู่กุยฝาน แล้วจึงกันซู่เป่าไปไว้อีกทาง “ขอโทษด้วยนะคะ พอดีมีธุระทางบ้านต้องจัดการนิดหน่อยค่ะ”
มู่กุยฝานเห็นซู่เป่ายังนึกสนุกอยากดูต่อ เขาจึงไขว้ขาพิงพนักโซฟาอย่างเกียจคร้านพลางส่งเสียง “ฮึ” ในลำคอเป็นเชิงอนุญาต
ซินจื่อเหมิงลากสามีออกไปด้านข้างแล้วแหวใส่ด้วยความโมโห “คุณพอได้หรือยัง! นี่เพื่อนฉันนะ!”
“เพื่อนเหรอ? ชู้รักสิไม่ว่า! ผมก็ว่าทำไมช่วงนี้คุณถึงได้พยศนัก ที่แท้ก็หาของใหม่ได้แล้วนี่เอง หน้าไม่อายจริง ๆ!” สามีของเธอแค่นยิ้มหยัน
“หุบปากเน่า ๆ ของคุณซะ!” ซินจื่อเหมิงโกรธจนตัวสั่น เธอไม่อยากเสวนากับคนพาล จึงหมุนตัวเดินหนี
ทว่าชายคนนั้นกลับขวางหน้าไว้ “เดี๋ยวก่อน! นี่คุณขายบ้านไปแล้วเหรอ?!”
“บ้านของฉัน จะขายหรือไม่ก็เรื่องของฉัน เกี่ยวอะไรกับคุณ?” ซินจื่อเหมิงตีหน้าตาย
“ทำไมจะไม่เกี่ยว! บ้านหลังนั้นมันก็เป็นของผมเหมือนกัน!” เขาโวยวายเสียงดังลั่นร้าน
ซินจื่อเหมิงกอดอกมองด้วยสายตาดูหมิ่น “ของคุณเหรอ? ไหนล่ะหลักฐาน? เงินดาวน์คุณจ่ายหรือเปล่า? ค่างวดรายเดือนคุณช่วยผ่อนไหม? หรือแม้แต่ค่ากินค่าใช้ในบ้าน คุณเคยรับผิดชอบสักนิดไหม!”
“นี่…!” ชายคนนั้นเถียงไม่ออกจนแทบกระอักเลือด
ขณะเดียวกันบนโซฟา… สองพ่อลูกกินไอศกรีมหมดพอดี มู่กุยฝานจึงหยิบแตงโมที่ทางร้านจัดไว้ขึ้นมา แคะเมล็ดออกอย่างบรรจงแล้วส่งให้ซู่เป่า
ทั้งคนโตและคนเล็กต่างนั่งแทะแตงโมไปพลาง จ้องดูล