ลือเกิน” หรือ “อยากจะตายแทนพี่ชาย” ซ้ำยังอ้างชื่อวีรบุรุษผู้เสียสละเพื่อยกหางตัวเองให้ดูสูงส่ง
“เป็นแค่ลูกพี่ลูกน้องห่าง ๆ รุ่นปู่ทวดแท้ ๆ กล้าเอาชื่อเขามาอ้างเสียใหญ่โต”
“ตอนลำบากวิ่งหนีเร็วกว่าใคร แต่พอเขาได้ดีกลับวิ่งมารับเกียรติคนแรก ไร้ยางอายจริง ๆ!”
“ถ้าวันนี้เขาเป็นแค่คนธรรมดา คนพวกนี้คงไม่แม้แต่จะปรายตามองด้วยซ้ำ ดูที่ทำกับซู่เป่าสิ วางท่าเสียสูงลิ่วเชียว”
คำวิพากษ์วิจารณ์อย่างตรงไปตรงมาทำให้คุณนายผู้เฒ่ามู่รู้สึกเหมือนลมหายใจติดขัด อึดอัดจนแทบกระอักเลือด ส่วนคุณปู่มู่หน้าแดงก่ำด้วยความอับอาย ราวกับผ้าคลุมหน้าอันจอมปลอมถูกกระชากออกจนไม่เหลือชิ้นดี
มู่ชิงหลินที่ได้สติก่อนใครรีบเอ่ยแทรกเพื่อหาทางลง “คุณปู่ครับ พี่ใหญ่เดินทางมาไกลคงเหนื่อยมากแล้ว ผมว่าพวกเราเข้าไปคุยกันข้างในคฤหาสน์ก่อนดีไหมครับ?” เขามองมู่กุยฝานด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน “พี่ใหญ่… คุณคิดว่าอย่างไรครับ?”
“ใช่ ๆ เข้าไปคุยข้างในเถอะนะจ๊ะ” คุณนายผู้เฒ่ามู่รีบสนับสนุน
“เชิญด้านในก่อนเถอะหลานรัก!” คุณปู่มู่พยายามเชื้อเชิญอย่างร้อนรน
พวกเขาต้องการพาเทพสงครามเข้าบ้านให้เร็วที่สุดเพื่อปิดบังความอัปยศไม่ให้รั่วไหลไปมากกว่านี้ ทว่ามู่กุยฝานกลับหันไปถามความเห็นจากลูกสาวแทน
“เจ้าตัวน้อย… อยากเข้าไปข้างในไหม?”
คุณนายผู้เฒ่ามู่รีบเกลี้ยกล่อมทันที “ซู่เป่าจ๊ะ เข้าไปข้างในกับย่าทวดนะ ย่าทวดเตรียมเค้กแสนอร่อยไว้ให้หนูเยอะแยะเลย มีของเ