้เลยเหรอ?
เด็กตัวแค่นี้ก็ต้องออกมาทำมาหากินแล้วหรือนี่?
เธอเหลือบมองซูอีเฉินที่นั่งอยู่ข้าง ๆ ท่าทางดูภูมิฐานขนาดนั้น ไม่น่าพาเด็กมาทำเรื่องหลอกลวงได้เลย
“เอ่อ… คงไม่จำเป็นหรอกจ้ะ ป้าก็สบายดีนะ…” ซินจื่อเหมิงจึงเอ่ยแบ่งรับแบ่งสู้
“คุณป้าคะ ช่วงนี้คุณป้ารู้สึกเหนื่อยล้ามากหรือเปล่า หรือทำอะไรก็ดูหมดเรี่ยวหมดแรงไปหมดไหม?” ซู่เป่าถามสวนกลับไปตรง ๆ
“มันก็… ใช่นะจ๊ะ” ซินจื่อเหมิงชะงักไปครู่หนึ่งก่อนตอบ
แต่แหม คนเมืองสมัยนี้ใครเขาก็เหนื่อยกันทั้งนั้นไม่ใช่เหรอ?
“แล้วตอนนอนล่ะคะ คุณป้าเคยนอน ๆ อยู่แล้วต้องสะดุ้งตื่นขึ้นมากลางดึกเพราะความหนาวสั่นบ้างไหม?” ซู่เป่าถามต่ออย่างรวดเร็ว
ซินจื่อเหมิงดวงตาเบิกกว้างด้วยความตกตะลึง
“ตาพร่ามัว สมองมึนงง ทุกอย่างดูไม่เป็นใจไปหมด แม้แต่เรื่องการขับถ่ายก็ยังไม่สะดวก
สีหน้าหม่นหมอง รอยคล้ำใต้ตาเพิ่มหนาขึ้น ทานข้าวก็ไม่รู้รสชาติ
แถมข้างหลังยังหนักอึ้ง… รู้สึกเหมือนแบกผีตัวใหญ่ ๆ เอาไว้ตลอดเวลาเลยใช่ไหมคะ?”
ซินจื่อเหมิงถึงกับพูดไม่ออก
เรื่องอื่นยังพอเดาได้ แต่เรื่องที่มักจะตื่นเพราะความหนาวตอนกลางคืน หรือเรื่องท้องผูก…
เรื่องส่วนตัวพวกนี้ซู่เป่ารู้ได้อย่างไรกัน?
หรือว่าเด็กคนนี้… จะไม่ได้โกหก?
“ใช่จ้ะ… ตอนนี้เดือนเมษายนแล้ว อุณหภูมิข้างนอกเกือบยี่สิบองศา ไม่น่ามีทางตื่นเพราะความหนาวได้เลย แต่ป้าก็ยังหนาวสั่นจนตื่นตลอด เปลี่ยนผ้านวมกี่ผืนก็ยังไม่หาย” ซินจื่