บ…”
เมื่อวางสายลง แม่ของเสวี่ยเอ๋อร์ก็เอ่ยชมด้วยความเลื่อมใส
“ว้าว คุณเก่งจังเลยค่ะ! พูดแบบนี้เท่ากับได้เอาใจทั้งสองตระกูลในคราวเดียวเลยนะ!”
พ่อของเสวี่ยเอ๋อร์ยืดอกอย่างภาคภูมิใจในไหวพริบของตนเอง ส่วนเสวี่ยเอ๋อร์ที่ยืนดูอยู่ข้าง ๆ กลับรู้สึกว่าตนเองได้เรียนรู้อะไรบางอย่างจากการสังเกตเล่ห์เหลี่ยมชั้นเชิงของผู้ใหญ่…
**
ภายในเต็นท์พักของตระกูลซู
ซูอี้เชินจัดการเช็ดใบหน้า และเปลี่ยนเสื้อผ้าให้เด็กชายตัวน้อย จนในที่สุด ก็มองเห็นเค้าโครงของเด็กคนนั้นได้อย่างถนัดตา
เขามีสีหน้าเคร่งเครียดขึ้นมาทันที ก่อนจูงมือซูอีเฉินเดินเลี่ยงออกไปสนทนากันภายนอก
ทิ้งให้ซู่เป่าที่กำลังโน้มตัวอยู่ข้างเตียงลม จ้องมองเด็กชายตัวน้อยซึ่งนอนนิ่งสนิทอยู่ด้วยความสงสัย
ยามนี้ จี้ฉางกำลังตั้งอกตั้งใจถ่ายทอดวิชาเรียกขวัญให้แก่ซู่เป่าตัวน้อย
“ดวงจิตเป็นหยาง เจตภูตเป็นหยิน มนุษย์เรามีดวงจิตสำคัญสามดวง ได้แก่ จิตสวรรค์ จิตปฐพี และจิตมนุษย์ จิตสวรรค์หรือดวงชะตาหลักนั้นสถิตอยู่ในกาย ส่วนอีกสองดวงมักล่องลอยเชื่อมโยงกับภายนอก จึงมีโอกาสหลุดลอยสูญหายได้ง่ายกว่าปกติ” เขาหยุดนิ่งแล้วปรายสายตามองร่างนั้นด้วยความเวทนา
“เด็กคนนี้เหมือนเพิ่งก้าวเท้าข้ามธรณีประตูนรกมาหมาด ๆ ยามนี้ดวงจิตดวงหนึ่งหลุดลอยหายไปอยู่ที่ใดก็มิอาจทราบได้” จี้ฉางกวักมือเรียกเจ้าตัวเล็กให้เข้ามาใกล้พลางสำทับเสียงเข้ม “มานี่อาจารย์จะสอนถึงวิธีเรียกขวัญดึงวิญญา