ณกลับคืนร่าง”
ซู่เป่าเงยมองอาจารย์ ทว่าเธอกลับให้ความสนใจในแง่มุมอื่นแทน
“อาจารย์คะ ในเมื่อมันหายง่ายขนาดนั้น ทำไมเราไม่หาเชือกมาผูกดวงจิตอีกสองดวงไว้กับตัวให้แน่น ๆ ล่ะคะ?”
“เอาไว้เจ้าโตกว่านี้ก็จะเข้าใจเองนั่นแหละ” จี้ฉางถึงกับสำลักน้ำลายพลางโบกมือปัด
เขาเกรงว่าหากปล่อยให้ซู่เป่าซักไซ้ต่อ คงมีคำถามอีกเป็นหมื่นข้อตามมาแน่ จึงรีบตัดบทเข้าเนื้อหาทันที
“การเรียกวิญญาณต้องจดจำคาถาให้แม่นยำ นอกจากนี้ยังต้องจุดธูปหนึ่งดอก ตั้งกระถางไฟ แล้วโยนเสื้อผ้าของเจ้าของวิญญาณลงในไฟก่อนจะเริ่มบริกรรมคาถา”
“ยามนี้จงตั้งใจฟังและท่องตามอาจารย์ โย่วเปี้ยนลี่เกอเสี้ยวอูกุย โย่วนาฮุงต้าเก่ย์อุ่ย ซาเป้ยหนิงซาอู๋จี ตี้ตี้ลาซื่อลาซื่อ ซาเป้ยหนิงซาอู๋จี…”
จี้ฉางร่ายยาวจนจบในรวดเดียว ก่อนหันมาถามลูกศิษย์ตัวน้อย
“จำได้หรือยัง?”
“จำได้ขึ้นใจเลยค่ะ!” ซู่เป่าพยักหน้าอย่างมั่นใจ
จี้ฉางลอบชื่นชมในใจ สมแล้วที่เป็นเด็กน้อยผู้มีพรสวรรค์เหนือธรรมชาติ…
“ไหนเจ้าลองท่องให้อาจารย์ฟังดูสักรอบซิ” เขาสำทับ “คาถาเรียกวิญญาณนี้จำยากเอาเรื่องเชียวล่ะ…”
ซู่เป่าพยักหน้าหงึกหงักก่อนจะเริ่มร่าย “เต่าน้อยอยู่ทางขวา มีพุงโตแค่นี้ ซาเป่ยหนิงฆ่าไก่ดำ น้องชายขี้ ขี้แล้ว ซาเป่ยหนิงฆ่าไก่ดำ…”
จำไม่ยากเลยสักนิดนี่นา!
การออกเสียงอาจคล้ายกันจนน่าตกใจ แต่กลับตีความออกมาเป็นเรื่องราวพรรค์นี้ได้อย่างไรกัน!
ครั้นคิดได้เช่นนั้น จี้ฉางพลันสัมผัสได