่ยเอ๋อร์อยากเล่นกับซู่เป่าค่ะ!”
ก่อนที่แม่ของเธอจะทันได้อ้าปาก ซูอีเฉินก็ขัดขึ้นด้วยน้ำเสียงเย็นชา
“พวกเราคนเยอะ”
ความหมายนัยนั้นชัดเจนว่า… อย่าได้เสนอหน้าเข้ามาเชียว
แม่ของเสวี่ยเอ๋อร์รู้สึกอึดอัดเล็กน้อย เธอเหลือบมองพื้นที่ว่างอีกแห่งซึ่งอยู่ห่างออกไปไม่ไกลนัก ก่อนฝืนยิ้มอย่างอบอุ่น
“ไม่เป็นไรค่ะ งั้นพวกเราไปอยู่ตรงโน้นแทนก็ได้”
ถึงอย่างไรก็อยู่ในละแวกเดียวกัน เดินไปหากันคงสะดวกไม่น้อย คุณพ่อของเสวี่ยเอ๋อร์ยิ้มอย่างมีความสุข
“งั้นผมขอตัวไปกางเต็นท์ก่อนนะครับ”
เสวี่ยเอ๋อร์แสร้งทำเป็นมองไม่เห็นสีหน้าบึ้งตึงของอีกคน เธอเดินเข้าไปหาแล้วนั่งยอง ๆ ลงตรงหน้าซู่เป่า เอียงคอถามด้วยท่าทางไร้เดียงสา “ซู่เป่า กำลังเล่นอะไรอยู่เหรอจ๊ะ!”
แม้จะเป็นเด็กหญิงวัยไล่เลี่ยกัน ทว่าการเสแสร้งทำตัวน่ารักจนเกินงามแบบนั้นกลับทำให้คนมองรู้สึกคันยุบยิบในใจ
ซู่เป่าไม่ค่อยเข้าใจความซับซ้อนนัก แต่เธอกลับรู้สึกว่าเสวี่ยเอ๋อร์มีบางอย่างที่ดูละม้ายคล้ายแม่เลี้ยงอย่างมู่ชิ่นซินมากขึ้นทุกที
เด็กน้อยไม่เอ่ยคำใด เธอจัดการเก็บค้อนของตนเองให้เข้าที่ แล้วปิดกล่องเครื่องมือลงเสียงดัง ปั๊บ!
เสวี่ยเอ๋อร์ลอบมองซูเหอเหวินที่อยู่ริมทะเลสาบอีกครั้ง พลางชวนว่า
“เราไปเล่นทางโน้นกันเถอะ เดี๋ยวพี่สาวจะพาไปเล่นเองนะ”
“หนูไม่อยากเล่นกับพี่หรอกค่ะ” ซู่เป่าถอยหลังไปก้าวหนึ่งพลางเบ้ปากตอบ พูดจบก็วิ่งแนบหนีไปทันที
เสวี่ยเอ๋อร์แข็งค้างไป