งเอ๋อร์นั่งยอง ๆ เบื้องหน้าเด็กน้อยพลางแนะนำเครื่องมือเหล่านั้นอย่างภาคภูมิใจ โดยมีซูจื่อหลินยืนกอดอกมองอย่างระอา อยู่ข้าง ๆ เขาพยายามยื่นมือไปดึงค้อนเหล็กออกห่างจากรัศมีตัวหลานสาว เพราะเกรงว่าจะพลาดมาทับเท้าเล็ก ๆ เข้า
“อันนี้เรียกค้อนไม้ ปกติใช้ตอกตะปู”
“อันนี้เรียกค้อนช่างหิน… ส่วนอันนี้คือค้อนหางแบน…”
ซูจื่อหลินได้แต่ยืนมองภาพนั้นอย่างพูดไม่ออก เขาเห็นเจ้าตัวน้อยทำหน้าขรึมจริงจัง พลางหยิบค้อนอันนั้นมาลองถ่วงน้ำหนัก แล้ววางลงเพื่อพิจารณาอีกอันอย่างถี่ถ้วน…
นี่หนูมาดูค้อนจริงจังอย่างที่พูดเลยสินะ
“เจ้าตัวเล็ก หยิบอันนั้นเลย! แล้วจัดการทุบรูปปั้นนี่ซะ!” จี้ฉางลอยวนเวียนอยู่ข้างกายพลางชี้นำลูกศิษย์ตัวน้อย
“แต่ว่า… หนูยกไม่ขึ้นหรอกค่ะ” ซู่เป่ามองค้อนยักษ์แล้วทำตาละห้อย ค้อนนั่นดูหนักอึ้งเกินตัวเธอไปมาก
จี้ฉางกระตุกยิ้มที่มุมปาก “ถ้าไม่ลองดู แล้วจะรู้ได้ยังไงว่ายกไม่ขึ้น?”
เมื่อเห็นซู่เป่าเข้าไปจับค้อนปอนด์ยักษ์ ซูอิงเอ๋อร์ก็ตาลุกวาวรีบอวดสรรพคุณทันที “อันนี้แหละทีเด็ด! มันคือค้อนทุบกำแพงสำหรับงานหนัก ด้ามของมันออกแบบมาให้ยืดหยุ่นเพื่อช่วยซับแรงกระแทก…”
ซู่เป่าฟังแล้วโลดเต้นด้วยความกระตือรือร้น จี้ฉางสำทับ
“นั่นแหละ หยิบมันขึ้นมาแล้วทุบเลย!”
“คุณลุงห้าคะ หนูขอยืมค้อนอันนี้หน่อยนะคะ!” ซู่เป่าเอ่ยขอเสียงใส
ในวินาทีนั้น ทั้งสองลุงต่างลืมเรื่องที่เธอเคยดัดเหล็กกั้นระเบียงจนงอไปเสียสนิท ใ