นจะมีป้าแม่บ้านคอยทำความสะอาดเก็บกวาดให้เอง” ซู่เป่าทำหน้าตาบื้อใบ้
ไม่ใช่นะคะคุณลุง! หนูแค่อยากจะหยิบเอาทิชชู่ที่เปื้อนขี้นกเหม็น ๆ ออกไปทิ้งแยกต่างหากเฉย ๆ !
ซูอิงเอ๋อร์จอดรถสนิทแล้วปิดประตูรถดังปัง! ก่อนยื่นมือมาอย่างกระตือรือร้น
“มานี่ ๆ ซู่เป่ามาให้ลุงห้าอุ้มบ้าง!”
ซูจื่อหลินเม้มปากน้อย ๆ เดินเลี่ยงไปพลางเอ่ยเรียบ “คนหยาบคายอย่างนาย จะอุ้มเด็กเนี่ย เป็นได้ไง”
“พี่รองพูดแบบนี้ดูถูกกันชัด ๆ! แค่มีลูกสองคนแล้วมันน่าภูมิใจนักหรือไง!” ซูอิงเอ๋อร์แยกเขี้ยวทันที
ซูจื่อหลินหาได้สนใจ เขาอุ้มซู่เป่าเดินขึ้นบันไดตรงไปยังสำนักงาน เพื่อนร่วมงานที่เดินสวนมาต่างพากันประหลาดใจ “อาจารย์ซู นี่ลูกสาวคุณเหรอครับ?” แววตาของซูจื่อหลินสว่างวาบด้วยความภูมิใจ เขาตอบอย่างเต็มภาคภูมิ
“หลานสาวผมเองครับ”
“หลานสาวพวกเราน่ารักใช่ไหมล่ะ!” ซูอิงเอ๋อร์รีบแทรกขึ้นมาทันควัน
เขายิ้มหน้าบานจนหุบไม่ลง ตลอดทางเดินไม่มีใครเลยที่ลุงห้าจะไม่แนะนำหลานสาวให้รู้จัก
*
อีกด้านหนึ่ง เหวยหว่านกำลังนั่งทานติ่มซำเช้ากับแม่ของเธอด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
“เช้าตรู่แท้ ๆ ทำไมทำหน้าบูดเป็นมะระแบบนั้นล่ะลูก?” คุณยายของหานหานเอ่ยถาม เหวยหว่านเริ่มเล่าเรื่องแม่สามีให้ฟังอย่างอัดอั้น
“แม่สามีบอกให้หนูหย่ากับจื่อหลินค่ะแม่ ท่านหาว่าหนูเลี้ยงหานหานได้ไม่ดี”
พูดถึงตรงนี้เธอวางแก้วลงกระแทกโต๊ะด้วยความโกรธ
“หนูไม่เข้าใจจริง ๆ ลูกก็ลูกที่หนูอุ้ม