งพยาบาลเพื่อยื้อชีวิต แต่เขากลับยังกล้าใช้คำว่า
แค่พลั้งมือแรงไปนิดหน่อย มากล่าวอ้างหน้าตายได้อย่างไร?!
คุณยายสกุลซูเมื่อได้เห็นรายงานการรักษานี้ถึงกับตาพร่ามัว ปวดใจร้าวรานจนเกือบจะเป็นลมล้มพับไปเสียตรงนั้น!
“แบบนี้ เรียกว่ารุนแรงไปนิดหน่อยหรือ? นี่มันกะจะตีกันให้ตายชัด ๆ !” เสียงแขกในงานเริ่มวิพากษ์วิจารณ์อย่างเผ็ดร้อน
“ปล่อยให้เด็กตัวแค่นี้คุกเข่ากลางหิมะในฤดูหนาว…จนเนื้อเน่าต้องตัดทิ้งเพราะหิมะกัด…เหอะ! ฉันล่ะขำตัวเองจริง ๆ ที่ก่อนหน้านี้เผลอไปรู้สึกสงสารคนพรรค์นี้เข้า ช่างน่ารังเกียจที่สุด!”
“นี่มันไม่ใช่คนแล้ว มันคือเดรัจฉานในคราบคนชัด ๆ ! ยังมีหน้ามาเรียกตัวเองว่าพ่อได้เต็มปากอีกเหรอ?!”
ท่ามกลางความโกรธแค้นที่ปะทุขึ้น ซูอีเฉินกลับเพียงแค่เค้นเสียงหัวเราะสะใจ “อ่านแผ่นต่อไปสิ”
พ่อบ้านเนี่ยเปิดเอกสารหมายจับที่มีตราประทับจากทางราชการออกมาอีกใบ พร้อมกับประกาศด้วยน้ำเสียงกังวานเด็ดขาด
“กลุ่มบริษัทในเครือตระกูลหลิน ถูกตรวจพบว่าลักลอบขนส่งสินค้าผิดกฎหมายจำนวนมากเมื่อหนึ่งปีก่อน และเหตุการณ์ในครั้งนั้น ยังเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตถึงสามราย ตลอดปีที่ผ่านมาทางการไม่เคยลดละความพยายามในการสืบสวน จนกระทั่งตอนนี้เราได้รวบรวมหลักฐานจนครบถ้วน และยืนยันตัวตนคนผิดได้แล้ว จึงได้มีการออกหมายจับผู้ต้องสงสัยอันดับหนึ่ง… ซึ่งก็คือ หลินเฟิง!”
ความจริงปรากฏชี้ชัดว่า ตระกูลหลินไม่ได้ล่มสลายเพราะการล้