ล่าบอดี้การ์ดชุดดำรีบกรูเข้าไปตะครุบตัวคนทั้งคู่ทันที พวกเขาคว้าคอเสื้อหลินเฟิงและมู่ชิ่นซินลากถูออกไปอย่างไร้ความปรานี ราวกับกำลังลากซากสุนัขตายตัวหนึ่ง
มู่ชิ่นซินสิ้นไร้หนทางสู้ ได้แต่แผดเสียงร้องไห้ฟูมฟายหวังตบตาคนอื่นว่าเป็นผู้ถูกใส่ร้าย ส่วนหลินเฟิงนั้นกลับแผดตะโกนจนสุดเสียงด้วยความหน้าหนา
“ยังไงฉันก็เป็นคนชุบเลี้ยงซู่เป่ามานะ! ถ้าไม่มีฉัน นังเด็กนั่นจะได้มาเกิดบนโลกนี้เหรอ?!”
“ถึงสามปีที่ผ่านมาฉันไม่ได้ดีกับมันนัก แต่พวกแกก็ปฏิเสธไม่ได้หรอกว่าฉันคือคนให้กำเนิดและเลี้ยงมันมา!”
“พวกตระกูลซูนี่มันช่างอกตัญญูสิ้นดี!”
“แกยังกล้าอ้างบุญคุณอีกเหรอ…ในเมื่อซู่เป่าไม่ใช่ลูกแท้ ๆ ของแกเสียหน่อย”
หลินเฟิงถึงกับชะงักงัน
“อะ… อะไรนะ… แกหมายความว่ายังไง!”
ซูอีเฉินปรายตามองลงมา “ผลตรวจ DNA จากหยาดเลือดชี้ชัดแล้วว่า แกกับซู่เป่าไม่มีความสัมพันธ์ทางสายเลือดกันแม้แต่นิดเดียว”
สมองของหลินเฟิงพลันขาวโพลนไปชั่วขณะ ปฏิกิริยาแรกที่เขารู้สึกได้คือความหวาดกลัว เมื่อตระหนักว่าฟางเส้นสุดท้ายที่หวังจะใช้เป็นข้ออ้างเอาตัวรอดได้ถูกตัดขาดสะบั้นลงแล้ว
เขา…ไม่ใช่พ่อแท้ ๆ ของซู่เป่าอย่างนั้นหรือ!?
“ไม่มีทาง! เป็นไปไม่ได้เด็ดขาด!” เขาแผดเสียงร้องอย่างไม่อยากเชื่อ
หลินเฟิงหลงลืมไปเสียสนิท ก่อนหน้านี้เขาเคยรังเกียจเดียดฉันท์ลูกสาวอย่างซู่เป่ามากเพียงใด
นาทีนี้เขากลับพยายามดิ้นรนทุกวิถีทางเพื่อยืนยันความสัมพันธ์พ่