่างไรก็ได้สินะ?” ซูอีเฉินเค้นเสียงหัวเราะหยัน
“คุณซูคะ… คุณพูดเรื่องอะไรกัน ฉันไม่เห็นจะเข้าใจเลยสักนิด…” มู่ชิ่นซินนิ่งชะงักงัน เธอละล่ำละลักตอบคำถาม
ซูอีเฉินปรายตาไปทางนกแก้วแวบหนึ่งก่อนเอ่ยเรียก ” พาเสี่ยวอู่มานี่หน่อย”
เด็กน้อยว่านอนสอนง่ายรีบอุ้มนกแก้วเข้ามาหาตามคำสั่ง พลางใช้มือนุ่มนิ่มลูบลำตัวของมันเพื่อปลอบขวัญ
“เสี่ยวอู่ไม่ต้องกลัวนะ ลุงใหญ่ไม่กินนกหรอก” คำพูดไร้เดียงสานั้นทำให้ใบหน้าที่เคยเย็นชาดุจน้ำแข็งพลันผ่อนคลายลงเล็กน้อย
มู่ชิ่นซินเผลอจ้องมองนกแก้วตัวนั้นโดยไม่รู้ตัว ทันทีที่เห็นเธอ นกแก้วก็เริ่มสะบัดปีกพั่บๆ พร้อมแผดเสียงร้องลั่น
“อย่าเข้ามานะ! มีหมาดุ! มีหมาดุ!”
มู่ชิ่นซินพยายามฝืนยิ้มบาง ๆ พลางเอ่ยกลบเกลื่อน “นี่มันเรื่องอะไรกันคะ…”
ทว่าใครจะคาดคิด ประโยคถัดมาที่หลุดจากปากนกแก้ว กลับเป็นการเลียนแบบน้ำเสียงของมู่ชิ่นซินได้อย่างไม่มีผิดเพี้ยน
“ป้าเนี่ยน่าสงสารจะตายอยู่แล้ว…ถ้าพวกลุงของแกถาม แกต้องบอกไปนะว่าเป็นคนผลักฉันเอง ได้ยินไหม!”
“ทำไมถึงดื้อด้านแบบนี้ฮะ! ถ้ายังไม่เชื่อฟังกันอีก เชื่อไหมว่าฉันจะตีแกให้ตายเลย!”
สีหน้าของมู่ชิ่นซินซีดเผือดและแข็งค้างไปในทันที!
นกอัปมงคลตัวนี้…
มันกล้าเอาคำพูดที่เธอเคยข่มขู่ซู่เป่าในวันนั้นมาทวนซ้ำแบบไม่ตกหล่นแม้แต่คำเดียว!
แขกเหรื่อทั่วทั้งงานต่างตกตะลึงจนตาค้าง ถึงจะยังสรุปเหตุการณ์ทั้งหมดไม่ได้ แต่ทั้งน้ำเสียงและจังหวะในการพูด