นซูเยว่เฟยก็ขยับเข้ามาพร้อมชามโจ๊กในมือ พลางระบายรอยยิ้มอ่อนโยน
เด็กน้อยเม้มริมฝีปากแน่นพยายามกลั้นอารมณ์ ขณะกวาดสายตามองไปรอบเตียงที่รายล้อมด้วยเหล่าลุงไม่รู้เพราะเหตุใดจมูกน้อย ๆ ถึงเริ่มแสบปร่าและคันยิบขึ้นมาอีกครั้ง
มันคือความรู้สึกอยากร้องไห้…
เธอเฝ้าถามตัวเองในใจราวกับไม่เชื่อสายตา… นี่คือการมีครอบครัวจริง ๆ ใช่ไหม?
เสี่ยวซู่เป่าสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อข่มความตื้นตัน ก่อนเอ่ยปากบอกความต้องการอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ
“คุณตาคะ… หนูอยากทานก๋วยเตี๋ยวหลอดไส้กรอกค่ะ”
คุณตาซูถึงกับขอบตาแดงก่ำในพริบตา ท่านรีบพยักหน้ายอมรับคำขออย่างหนักแน่น “ได้สิ! ได้แน่นอน… ทานก๋วยเตี๋ยวหลอดนะ พวแกรีบเอามาให้หลานเร็วเข้า!”
ภาพเด็กหญิงตัวน้อยที่นั่งอยู่บนเตียงผู้ป่วย ยามนี้ช่างซ้อนทับกับภาพความทรงจำของ ซูจิ่นอวี้ในวัยเด็กเยี่ยงรูปภาพพิมพ์เดียวกัน จนคนตระกูลซูต่างรู้สึกเหมือนได้แก้วตาดวงใจกลับคืนมาอีกครั้ง
เด็กน้อยอวี้ ยอดดวงใจของพวกเขาในวัยเยาว์นั้นช่างสดใสไร้กังวล เธอเคยแม้กระทั่งงอนง้อหรืออาละวาดใส่ทว่าเด็กน้อยตรงหน้านี้เพียงจะเอ่ยปากเรียกคุณตา… กลับต้องทำด้วยความระมัดระวังถึงเพียงนี้
ท่าทางนั้นดูราวกับเกรงว่าตนเองอาจเรียกขานผิดไป หรือหวั่นกลัวว่าหากทำตัวไม่น่ารักจะถูกทอดทิ้งอีกครั้ง
เด็กเพียงวัยสามขวบครึ่ง แต่กลับต้องเรียนรู้วิธีสังเกตสีหน้าผู้คนเพื่อเอาชีวิตรอดถึงขนาดนี้เชียวหรือ?
ความจริงข้อนี้ทำให้คนบ้