ประธานบริษัทเป่าเฟิงพยายามไล่สอบถามผู้คนที่ผ่านไปมา ทว่าทุกคนต่างส่ายหน้าปฏิเสธว่าไม่รู้เห็นสิ่งใด ทั้งสามจำต้องยืนสั่นสะท้านอยู่ท่ามกลางโถงระเบียงอันเย็นเฉียบ เมื่อทางตระกูลซูยังคงปิดประตูเงียบไม่ยอมให้เข้าพบ ความหนาวเหน็บก็เริ่มแปรเปลี่ยนเป็นความทรมานเกินทน
ผู้อาวุโสหญิงตระกูลหลินเป็นคนแรกที่ทนไม่ไหวจนต้องหาทางเลี่ยง “ฉันจะไปดูอาการของชิ่นซินเสียหน่อย…”
คุณนายหลินอ้างถึง มู่ชิ่นซิน ซึ่งรักษาตัวอยู่อาคารสูติ-นรีเวช อีกฝั่งหนึ่งของโรงพยาบาลหนานเฉิง ก่อนรีบปลีกตัวจากไปอย่างรวดเร็ว
ทางด้านหลินเฟิงและบิดาก็เริ่มสิ้นสุดความอดทนเช่นกัน แต่ด้วยความโลภ กลัวเสียโอกาสสำคัญ พวกเขาจึงไม่กล้าขยับเขยื้อนไปไหน ได้แต่ฝืนทนยืนขดตัวสู้กับความหนาวอยู่อย่างนั้น ในใจของพวกเขาเต็มไปด้วยคำพร่ำบ่นไม่จบสิ้น
โดยหารู้ไม่ว่า…ความลำบากเพียงเท่านี้ เป็นเพียงบทเริ่มต้นของการเอาคืนเท่านั้น!
…
ข้างหูของซู่เป่าอื้ออึงไปด้วยเสียงสัญญาณของเครื่องมือแพทย์ แม้มีคนพูดคุยกันอยู่รอบข้าง แต่ก็ได้ยินไม่ชัดเจนนัก มีเพียงเสียงหนึ่งที่แจ่มชัด
“ซู่เป่า น้องซู่เป่า… เฮ้! เจ้ากระต่ายน้อย!”
“รีบตื่นขึ้นมาเสียทีเถอะนะ ถ้าเธอยังไม่ยอมลืมตา ฉันจะ…”
เสียงนั้นอู้อี้คล้ายมีฝูงผึ้งตัวจิ๋วอยู่ข้างหูจนเด็กน้อยเริ่มรู้สึกรำคาญใจ
เสียงของใครกันนะ?
ขนตาเป็นแพหนาของเด็กน้อยสามขวบเศษเริ่มสั่นไหวเล็กน้อย ก่อนดวงตาคู่หม่นค่อย ๆ ปรือขึ้น ภาพแรกที