ี
“คุณซู เชิญด้านในก่อนครับ! ข้างนอกนี้หนาวเกินไป หากไม่รังเกียจ เชิญแวะพักผ่อนที่บ้านหลังน้อยของผมสักครู่เถอะ” ผู้อาวุโสหลินเอ่ยเชิญชวนอย่างนอบน้อม
“ใช่ครับ ๆ เชิญข้างในก่อน ดื่มชาร้อนสักถ้วยให้คลายหนาวเถอะครับ!” หลินเฟิงเสริมทัพด้วยรอยยิ้มประจบประแจง
เมื่ออยู่ต่อหน้าบุคคลระดับตำนานเช่นนี้ พวกเขาต่างพร้อมสยบแทบเท้าประหนึ่งสุนัขรับใช้ที่รอรับเศษเนื้อ วิกฤตการณ์ของตระกูลหลิน ที่ดูเหมือนภัยพิบัติจนแทบจมน้ำตายนั้น หากได้รับความเมตตาเพียงประโยคเดียวจากปากซูอีเฉิน ย่อมฟื้นคืนได้ในพริบตา
หรือดีไม่ดี…อาจทะยานขึ้นเป็นหนึ่งในสิบตระกูลดังแห่งเกียวโตเลยก็เป็นได้
ใบหน้าซูอีเฉินยังคงเรียบเฉย สายตาคมกริบดุจใบมีดประเมินหลินเฟิงครู่หนึ่ง
ชายผู้นี้หรือ… คือพ่อของซู่เป่า?
แววตาของชายหนุ่มราบเรียบไร้ร่องรอยอารมณ์ มีเพียงเสียงเย็นชาเอ่ยขึ้นสั้น ๆ
“ตระกูลหลิน… ดี!”
สิ้นคำ เขาก็ไม่ไยดีจะสนทนาต่อแม้เพียงประโยคเดียว ก่อนเดินขึ้นรถ และจากไปในทันที ทิ้งให้คนตระกูลหลินยืนงุนงงด้วยความสับสนแกมหวาดหวั่นอยู่ตรงนั้น
“คุณชายซูบอกว่าตระกูลเราดีมากงั้นหรือ?” หญิงชราตระกูลหลินเอ่ยถามอย่างมีความหวัง “เขาชมเราใช่ไหม แสดงว่าเขาตกลงช่วยเราแล้วใช่หรือไม่?”
ผู้อาวุโสหลินกลับขมวดคิ้วเคร่ง “เขาดูไม่เหมือนคนที่จะเอ่ยคำชมเลยสักนิด”
หลินเฟิงรีบเรียกคนรับใช้มาซักถามถึงเหตุการณ์ก่อนนั้น เมื่อได้ความว่ากลุ่มคนเหล่านั้นบุกมารับตัว