แค่นหัวเราะ พลางสั่งการด้วยน้ำเสียงเยือกเย็น “ปิดระบบทำความร้อนบริเวณชั้นนี้ให้หมด แล้วเปิดหน้าต่างทิ้งไว้… ให้พวกมันรออยู่ตรงนั้นแหละ”
หลินเฟิงพร้อมผู้อาวุโสทั้งสองจำต้องยืนรอนิ่งค้างบริเวณโถงระเบียงด้านนอกชั้นบนสุดเป็นเวลานาน ด้วยระบบรักษาความปลอดภัยอันเข้มงวดของโซนวีไอพี พวกเขาจึงทำได้เพียงชะเง้อมองจากพื้นที่ชั้นนอก โดยไร้หนทางย่างกรายเข้าสู่ด้านใน หลังจากผู้ช่วยของซูอีเฉินแจ้งให้รออยู่จุดนี้ ชายหนุ่มคนนั้นก็หายลับไปไร้วี่แวว
“ทำไมไม่ให้พวกเราเข้าไปล่ะ!” ยายเฒ่าหลินเริ่มบ่นอุบอิบ “ยังไงยัยเด็กนั่นก็เป็นหลานสาวเรานะ มีที่ไหน มาปิดประตูไม่ให้ปู่ย่าและพ่อแท้ ๆ เข้าพบแบบนี้…”
หลินเฟิงเอ่ยด้วยน้ำเสียงกังวล “ทนรอก่อนเถอะครับ!”
เขารู้ดีว่าตนเองมีส่วนทำให้ซู่เป่าต้องตกอยู่ในสภาพปางตาย หากคนตระกูลซูจะขุ่นเคืองบ้างก็เป็นเรื่องที่พอเข้าใจได้
เพียงไม่นาน คนตระกูลหลินก็เริ่มสัมผัสได้ถึงความผิดปกติ อุณหภูมิในโถงทางเดินลดฮวบลง ยิ่งพวกเขาถูกจัดให้นั่งรออยู่ริมหน้าต่าง ลมหนาวที่พัดกระโชกเข้ามาอย่างแรงก็ยิ่งทำให้ร่างของทั้งสามสั่นสะท้านจนต้องขดตัวเข้าหากันเพื่อหาความอบอุ่น
“อากาศบ้าอะไรกันเนี่ย หนาวขนาดนี้ใครจะไปทนไหว!” คุณนายหลินผู้รักความสบายเริ่มโวยวายขึ้นเป็นคนแรก
“หลินเฟิง รีบไปหาคนมาซักถามดูทีว่าเกิดอะไรขึ้น!” ผู้อาวุโสหลินสั่งพลางขมวดคิ้วมุ่น
พวกเขาพอจะเดาออกว่าคนตระกูลซูคงกำลังโกรธและอยาก