ดก้องด้วยเสียงสั่นเทา “เป็นแกใช่ไหมที่ผลักชิ่นซินลงมา?!”
เด็กน้อยเม้มริมฝีปากแน่น “ไม่… หนูไม่ได้ทำ…”
มู่ชิ่นซินสะอื้นไห้ปานจะขาดใจ พลางเอ่ยขึ้นคล้ายจะปกป้องเด็กน้อย “อย่า… คุณพ่ออย่าโทษซู่เป่าเลยค่ะ แกยังเด็กนักคงไม่รู้ความ… คงไม่ได้ตั้งใจ…”
คำพูดคำจาราวกับเมตตาเด็กหญิง ทว่ากลับเป็นการตราหน้าซู่เป่าให้ดิ่งลงเหวแทน
หลินเฟิงตวัดสายตาเย็นเยียบจ้องมองไปยังร่างเล็ก เขาไม่แม้แต่จะเอ่ยปากถามความจริงสักคำ กลับออกคำสั่งเฉียบขาด “ใครก็ได้! ลากตัวเด็กนี่ไปขังไว้ในห้องใต้หลังคา รอให้ฉันกลับมาจัดการด้วยตัวเอง!”
ความวุ่นวายโกลาหลเกิดขึ้นทันที ทุกคนต่างเร่งรีบพามู่ชิ่นซินไปโรงพยาบาล ทิ้งไว้เพียงความเงียบงัน
ซู่เป่าตัวน้อยถูกลากตัวขึ้นไปด้านบนอย่างไม่ไยดี รองเท้าของเธอหลุดหายไปข้างหนึ่ง ทว่าบนใบหน้าเล็ก ๆ ที่ซีดขาวนั้นกลับเต็มไปด้วยความเด็ดเดี่ยวแฝงความดื้อรั้น ไม่มีแม้เสียงอ้อนวอนขอความเมตตา หรือเสียงร้องไห้ฟูมฟายอาละวาดอย่างเด็กทั่วไป
ห้องใต้หลังคาอันคับแคบ ไร้ซึ่งแสงสว่างและไออุ่น มีเพียงมวลความมืดมิดเข้าปกคลุมทุกหย่อมหญ้า ความหนาวเหน็บกัดกินถึงผิวหนัง เสียงลมกรรโชกพัดปะทะบานหน้าต่างดังก้องไปมา ราวกับมีปีศาจร้ายซ่อนกายอยู่ในเงาสลัว พร้อมจะกระโจนออกมาขย้ำปลิดชีพเด็กน้อยได้ตลอดเวลา
ซู่เป่ากอดตุ๊กตากระต่ายน้อยไว้แนบอก พลางขดตัวอยู่ตรงมุมห้อง
หนาวจังเลย…
ทั้งที่เธอไม่ได้ผลักใคร แต่เหตุใด…กลับไม่มี