อย่าเอาแต่นิ่งเฉย?
ยิ่งพวกเราเดินห่างจากห้องประชุมตามหลังหัวหน้าแผนกเพื่อลงไปยังชั้นที่ -4 มากเท่าไหร่ คำพูดของเขาก็ยิ่งจมลึกเข้าไปในความคิดผมมากขึ้นเท่านั้น
‘เขาพูดถูกอยู่นะ การปล่อยให้เรื่องมันยืดเยื้อต่อไปมีแต่จะทำให้สถานการณ์มันยุ่งยากมากขึ้น ฉันควรบอกไคล์เรื่องสถานการณ์ของตัวเองตอนนี้เพื่อที่จะได้จัดการก่อนที่มันจะแข็งแกร่งเกินไป’
ผมพยายามเร่งฝีเท้าเพื่อตามให้ทันไคล์
แต่ในจังหวะนั้นเอง มีเสียงหนึ่งรั้งผมเอาไว้
“เฮ้”
ผมหันไปมองและเห็นไมล์ส ลักยิ้มตรงแก้มของเขาเป็นร่องลึกเพราะรอยยิ้มแย้มนั้น
“โอ้ ว่าไง”
เขามองไปทางหัวหน้าแผนกที่เดินนำหน้าเราอยู่
“แล้ว… คุณคิดยังไงบ้างเหรอครับ?”
“เรื่องพรีเซนต์เมื่อกี้หรือเรื่องหัวหน้าแผนกล่ะ?”
“….ทั้งคู่เลยครับ”
ผมชะงักกึก เขาเองก็เช่นกัน
จากนั้นพวกเราทั้งคู่ก็หลุดหัวเราะออกมาเบา ๆ ราวกับรู้กันดีว่าต่างคนต่างคิดอะไรอยู่
“ผมคิดไม่ถึงเลยว่าคนแบบเขาจะมาคุมที่แบบนี้ได้น่ะ”
“นั่นสิครับ”
ไมล์สยกมือปิดปากแล้วหันไปมองโดยรอบ
“ที่นี่ดูธรรมดากว่าที่ผมคิดไว้อีกนะครับ”
“อ้า ใช่เลย”
ผมมองไปรอบ ๆ ตัว ตอนนี้เรากำลังเดินไปตามโถงทางเดินสีขาวทอดยาวเหยียด แสงไฟสีขาวกะพริบอยู่ด้านบน ผู้คนในชุดสูทสีขาวเดินผ่านพวกเราไปโดยไม่แม้แต่จะปรายตามอง