โน้มตัวเข้ามาใกล้ยิ่งขึ้น ลมหายใจของมันทำเอาหูของผมเย็นยะเยือก
“บอก… ผมสิ”
“…ทำนอง”
ผมกัดลิ้นตัวเอง พยายามอย่างสุดความสามารถที่จะประคองสติให้มั่น
“จังหวะ ทุกอย่างมันน่าเบื่อไปหมด”
ผมค่อย ๆ หันหน้าไปเผชิญกับร่างไร้หน้านั้นโดยตรง รู้ดีอยู่แก่ใจว่าห้ามแสดงอารมณ์ใด ๆ ออกมาให้มันเห็นเป็นอันขาด
ตัวตนแบบนี้… ใช้ความหวาดกลัวหล่อเลี้ยงตัวมันเอง
“ขยะ—!”
ปัง!
โรงละครสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง แผ่นโน้ตเปียโนกระจัดกระจายลงบนพื้น เครื่องดนตรีชนโครมคราม
ผมกำที่วางแขนแน่นขนัด
‘ตั้งสติ ตั้งสติ!’
และแล้ว—
“…..”
ทุกอย่างก็หยุดลง
ความเงียบเข้าปกคลุม
มันอึดอัดจนถึงจุดที่แทบหายใจไม่ออก
ไม่นานนัก หูของผมก็เริ่มชา เสียงของวาทยกรดังเข้ากระทบโสตประสาทอีกครั้ง
“คุณมา… เล่นเอง”
เล่นเอง?
ผมชะงักไปครู่หนึ่ง หัวสมองประมวลผลคำพูดนั้น
“ถ้า… คุณบอกว่าผลงานผม… คือขยะ คุณเล่นเองเลยสิ”
“ให้ฉันเล่นเอง…?”
ผมยกมือขึ้นปิดปากตัวเอง กลั้นเสียงที่เกรงว่าจะหลุดออกมาโดยไม่ได้ตั้งใจ
“ฮึ”
เสียงเล็ก ๆ เล็ดลอดผ่านริมฝีปากของผม
“เป็น… อะไร?”
“ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า”
เสียงนั้นบิดเบี้ยวจนกลายเป็นเสียงหัวเราะ ทันทีที่ระเบิดหัวเราะลั่นออกมา เสียงของผมแหลมสูงขึ้นเล็กน้อย อันเป็นผลมาจากการปลดปล่อยความเครียดที่สั่งสมทั้งหมดออกมา
ด้วยเหตุผลอะ