“…พวกเรายังสามารถเพิ่มวิชาเฉพาะทางได้ เช่น การคำนวณ ปรัชญา วิชาสรรพสิ่ง [1]… แต่ถ้าอย่างนั้น ห้องเรียนก็ไม่เพียงพอ…”
ความคิดของอวิ๋นเจียวพลุ่งพล่านไปไกลจนหยุดไม่อยู่! กระดาษเซวียนจื่อแผ่นเดียวไม่พอให้เขียน สุดท้ายแม้แต่นางเองก็ยังขมวดคิ้ว
ทุกสิ่งย่อมไม่อาจสำเร็จได้ในคราเดียว นางใจร้อนมากไปหน่อย ขีดๆ เขียนๆ ไปมา ก็ถึงขั้นดึงเอารูปแบบการศึกษาของมหาวิทยาลัยมาใช้เลยทีเดียว
นางอดตกใจไม่ได้ เตือนตัวเองอยู่ในใจว่า ต่อไปนี้ห้ามเผลอปล่อยให้ทุกความคิดในใจปรากฏออกมาต่อหน้าคนอื่นอย่างไม่มีการป้องกันเช่นนี้อีก
อวิ๋นฉี่เยว่ลูบศีรษะนางอย่างเอ็นดู “เจียวเอ๋อร์ พี่ใหญ่รู้ว่าความคิดของเจ้านั้นดี แต่ข้าวก็ต้องกินทีละคำทีละคำ ก้าวแรกของพวกเราคือให้เด็กๆ ในหมู่บ้านอ่านออกเขียนได้ก่อน ส่วนความคิดอื่นๆ ข้าว่า รอให้การอ่านออกเขียนได้แพร่หลายไปทั่วก่อน ค่อยมาวางแผนกันอีกที”
“แต่เจียวเอ๋อร์ของพวกเรานั้นช่างมีวิสัยทัศน์กว้างไกลนัก สำนักศึกษาแห่งนี้ต่อไปต้องขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ แน่ พวกเราน่าจะซื้อภูเขารกร้างแถบนี้ไว้ก่อน เผื่อไว้สร้างสำนักศึกษาในอนาคต ส่วนตอนนี้ สิ่งสำคัญที่สุดคือรีบเปิดสำนักศึกษาในหมู่บ้านให้ได้ก่อน!”
อวิ๋นเจียวรีบรับคำอย่างว่าง่าย นางยิ้มแห้งให้กับอวิ๋นฉี่เยว่ “พี่ใหญ่คิดรอบคอบ