“ท่านปู่ตั่งกับท่านปู่หม่า นี่เรียกว่าอิ่มเอิบต่างหากเล่าเจ้าคะ!” อวิ๋นเจียวเคี้ยวตุ้ยๆ แก้มป่อง พูดไม่ชัดนัก ทว่ากลับไม่มีผู้ใดยึดถือกเกณฑ์ คิดว่านางไร้มารยาท กลับน่าเอ็นดูเสียมากกว่า
หากอวิ๋นเจียวล่วงรู้ว่าผู้อื่นมองนางเช่นนั้น คงต้องอับอายจนแทรกแผ่นดินหนี นางเพียงแต่ปากไวไปหน่อย ยังไม่ทนได้กลืนอาหารลงไปก็อดพูดขึ้นมาไม่ได้
อวิ๋นฉี่เยว่ที่นั่งอยู่ข้างๆ รีบหยิบผ้าเช็ดหน้ามาเช็ดมุมปากให้นางอย่างอ่อนโยน ก่อนจะเอ่ยเตือน “เจียวเอ๋อร์ ค่อยๆ กินเถิด เนื้อตัวอ้นยังมีอีกมาก ท่านอาจารย์ไม่ได้แย่งเจ้ากินเสียหน่อย”
นานทีอวิ๋นฉี่เยว่ผู้มีนิสัยสุขุมจะล้อเล่นเช่นนี้ แถมยังล้อเล่นกับอาจารย์ทั้งสอง
อาจารย์ตั่งและอาจารย์หม่าต่างหัวเราะเสียงดัง อวิ๋นโส่วจงเอ็ดบุตรชายพลางหัวเราะ “เจ้าเด็กคนนี้ แม้แต่กับท่านอาจารย์ก็ยังจะพูดล้อเล่น”
อาจารย์หม่าเอ่ย “ไม่เป็นไรๆ ฉี่เยว่ทำตัวร่าเริงบ้างก็ดี”
ฟางซื่อหัวเราะ “ท่านนี่ตามใจเขานัก”
อวิ๋นเจียวเอ่ย “นั่นก็เพราะท่านปู่หม่าเอ็นดูพี่ใหญ่ พี่ใหญ่เป็นศิษย์เอกของท่านอาจารย์เชียวนะเจ้าคะ”
อาจารย์หม่าได้ยินดังนั้นก็ยิ้มกว้าง ยกจอกสุราขึ้น เชื้อเชิญทุกคนดื่มด้วยกัน พอวางจอกสุราลง เขาก็เอ่ยว่า “ถูกต้องแล้ว พี่ชายเจ้าเป็นเด็กหนุ่มที่มีพรสวรรค์ในการเรียนรู้ เป็นศิษย์