ามสงบนั้นกลับแฝงไว้ด้วยความระแวดระวังและความห่างเหิน
ฉู่อี้เลิกคิ้วขึ้น รู้สึกได้ว่าความระแวดระวังที่อวิ๋นฉี่เยว่มีต่อเขานั้นยิ่งทวีมากขึ้น แต่เขาก็ยังยิ้มรับ “พี่สิงจือ”
ระหว่างที่เขากำลังเอ่ยทักทาย อวิ๋นฉี่เยว่ก็เดินมาถึงตรงหน้าแล้วประสานมือคำนับ “มิกล้า ท่านโหวมีชาติตระกูลสูงส่ง ฐานะก็สูงศักดิ์ ข้าน้อยมิบังอาจใช้คำว่าพี่น้องกับท่านโหว”
คำพูดของอวิ๋นฉี่เยว่ชัดเจนว่าเป็นการยั่วโมโห แต่ฉู่อี้กลับทำราวกับไม่รับรู้ “พี่สิงจือ ท่านป้ารั้งให้ข้าอยู่กินมื้อเที่ยงด้วย เจียวเอ๋อร์ก็ดีใจยิ่งนัก”
เป็นการยั่วยุที่ชัดเจน ฉู่อี้ก็เป็นคนที่ไม่ยอมเสียเปรียบง่ายๆ ยิ่งอวิ๋นฉี่เยว่ตอกย้ำความต่างของฐานะ เขาก็ยิ่งแสดงออกถึงความสนิทสนมกับอวิ๋นเจียวและฟางซื่อมากขึ้นเท่านั้น
บนใบหน้าของหนุ่มน้อยทั้งสองต่างประดับด้วยรอยยิ้มเป็นมิตร แต่ภายใต้รอยยิ้มนั้นกลับแฝงไปด้วยบรรยากาศตึงเครียดราวกับควันดินปืน
อวิ๋นฉี่เยว่ไม่พูดอ้อมค้อมอีกต่อไป เขาเอ่ยขึ้นตรงๆ ว่า “ข้าไม่ทราบว่าท่านเข้าใกล้ครอบครัวของข้าด้วยจุดประสงค์อันใด แต่หากท่านคิดจะทำร้ายคนในครอบครัวของข้า ต่อให้ท่านจะเป็นถึงท่านโหวข้าก็จะทวงคืนอย่างสาสมโดยไม่สนว่าต้องแลกด้วยอะไร!”
ฉู่อี้ยังคงมีรอยยิ้มจางๆ เอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย “วางใจเถิด เจ้าไม่มีโอกาสน