ั้นหรอก”
อวิ๋นเจียวเห็นพี่ชายจึงโบกมือให้ อวิ๋นฉี่เยว่เผยรอยยิ้มอบอุ่น โบกมือตอบน้องสาว แต่ปากกลับเอ่ยเตือนฉู่อี้ “ตัวท่านเองก็รู้อยู่แก่ใจ ว่าสถานการณ์ตอนนี้เป็นเช่นไร ทางที่ดีท่านควรทำตามที่พูด หาไม่แล้ว ต่อให้ท่านไม่ได้ตั้งใจแต่หากทำให้ครอบครัวของข้าต้องเดือดร้อน ข้าไม่มีทางปล่อยท่านไปแน่”
ฉู่อี้กล่าว “อวิ๋นฉี่เยว่ ตั้งแต่ที่ครอบครัวของเจ้าช่วยชีวิตข้าไว้ พวกเราก็ผูกพันกันแล้ว ไม่อาจตัดขาดจากกันได้ ในเมื่อเป็นเช่นนี้ มาคบหากันอย่างเปิดเผยดีกว่า”
“ส่วนเรื่องที่เจ้ากังวลใจนั้นข้ารู้ดี ขอให้เจ้าสบายใจได้ ข้าจะไม่ยอมให้เรื่องที่เจ้ากังวลเกิดขึ้นอย่างเด็ดขาด อีกทั้งหากไม่มีครอบครัวของเจ้า… ข้าคงตายไปนานแล้ว คงไม่มีโอกาสมายืนคุยกับเจ้าเช่นนี้หรอก ข้าฉู่อี้ผู้นี้มิใช่คนอกตัญญู!”
นี่นับว่าเป็นคำมั่นสัญญาที่หนักแน่นแล้ว
อวิ๋นฉี่เยว่กล่าว “เรื่องที่ช่วยชีวิตท่าน ท่านไม่ต้องใส่ใจ ท่านก็เคยช่วยบิดามารดาและน้องสาวของข้า พวกเราถือว่าหายกันแล้ว ข้าเพียงหวังว่าท่านจะจำคำพูดของตัวเองไว้”
ที่จริงเขาไม่อยากมีความเกี่ยวข้องใดๆ กับฉู่อี้เลย จะอย่างไรก็ไม่ชอบขี้หน้าคนผู้นี้ที่ชอบจ้องมองน้องสาวของตน
หลังจากกล่าวจบ อวิ๋นฉี่เยว่ก็เดินลงจากเนินเขาไป อวิ๋นเจียวปล่อยว่าวรูปนกนางแอ่นขึ้นไปบนท้องฟ้า แล้ว