ความดีก็เป็นเรื่องดี แต่ก็ไม่อาจเลี้ยงดูคนเกียจคร้านเอาเปรียบผู้อื่นได้”
ทำไมถึงได้ยินคนพูดกันบ่อยๆว่า ‘ให้ข้าวน้อยเป็นบุญคุณ แต่ให้ข้าวเต็มถังกลับเป็นความแค้น [1]’? นั่นก็เพราะความเคยชินนั่นเอง
กล่าวจบอวิ๋นเจียวก็หยิบตั๋วเงินห้าสิบตำลึงออกมาจากอกเสื้อ จากนั้นก็สั่งให้โม่ซ่านนำไปมอบให้กับผู้ใหญ่บ้าน
ต่อมาอวิ๋นฉี่เยว่ก็หยิบตั๋วเงินร้อยตำลึงออกมาให้ผู้ใหญ่บ้านเช่นกัน “ท่านปู่ผู้ใหญ่บ้าน ข้าขอออกเงินร้อยตำลึงเพื่อสะสมบุญให้น้องรองด้วยขอรับ เงินจำนวนนี้ท่านก็นำไปเปลี่ยนเป็นที่ดิน ให้ผู้เฒ่าผู้แก่และเด็กกำพร้าในหมู่บ้านของเราได้เพาะปลูกพืชผลเถิดขอรับ”
ผู้ใหญ่บ้านซาบซึ้งจนน้ำตาคลอ พูดชมไม่หยุดปาก “เด็กดี เด็กดีของตระกูลอวิ๋นจริงๆ”
อวิ๋นเหลียนเอ๋อร์ที่เห็นดังนั้นก็ไม่ยอมน้อยหน้า “ท่านปู่ผู้ใหญ่บ้าน เงินข้ามีไม่มาก ข้าขอออกเงินห้าตำลึงเพื่อสะสมบุญให้ฉี่ซานเจ้าค่ะ”
เดิมทีพวกเขาปรึกษากันว่าจะไปไหว้พระที่วัดไป๋อวิ๋นเพื่อขอพรให้กับอวิ๋นฉี่ซาน แต่ตอนนี้อวิ๋นเจียวยอมควักเงินของตัวเองออกมาช่วยเหลือผู้เฒ่าผู้แก่และเด็กยากไร้ในหมู่บ้าน อวิ๋นเหลียนเอ๋อร์จึงคิดว่าแบบนี้ดีกว่าการบริจาคเงินทำบุญเสียอีก
อวิ๋นหลานเอ๋อร์เอ่ย “ข้าขอออกสามตำลึงเจ้าค่ะ!”
อวิ๋นฉี่เสียง “ข้าก็ออกสามตำลึงขอรั