งต่างก็ได้ยินกันเกือบหมด ไม่นานก็มีคนปีนกำแพงมาดู บางคนก็ถือถ้วยข้าวเดินมายืนดูเรื่องสนุกถึงหน้าประตูบ้าน
ใบหน้าของผู้เฒ่าอวิ๋นพลันดำคล้ำราวกับก้นหม้อ “จะโวยวายอะไรกัน เรียกให้คนมาหัวเราเยาะหรือยังไง มีอะไรก็เข้าไปคุยกันในบ้านสิ”
ทว่าอวิ๋นเหมยเอ๋อร์กลับไม่ยอมทำตามที่ผู้เฒ่าอวิ๋นพูด เมื่อเห็นคนอื่นมามุงดู นางยิ่งอยากทำลายชื่อเสียงของพวกคนบ้านอวิ๋นโส่วจง จึงนั่งร้องไห้โวยวายอยู่กลางลานบ้าน
“ท่านพ่อ ข้าอุตส่าห์หวังดีไปแจ้งข่าวกับพวกเขา บอกว่าอีกสองสามวันโส่วหลี่จะกลับมาแล้ว ช่วยสอนหนังสือให้อวิ๋นฉี่เยว่ได้ แต่พี่รองกลับปล่อยสุนัขมากัดข้า! ท่านพ่อ ท่านรีบบอกพี่สี่ให้ไปตามหมอให้ข้าทีเถิด เท้าของข้าจะขาดแล้ว! ฮือๆๆ…”
พอได้ยินอวิ๋นเหมยเอ๋อร์พูดเช่นนั้น ผู้เฒ่าอวิ๋นก็ไม่สนใจคำพูดของอวิ๋นหลานเอ๋อร์ คิดเพียงว่าอวิ๋นโส่วจงและครอบครัวไม่รู้ดีชั่ว เขาอุตส่าห์เห็นแก่ความสัมพันธ์ของครอบครัว แต่อีกฝ่ายกลับไม่สนใจ
“เจ้าสี่ รีบไปตามหมอให้น้องสาวของเจ้าเร็วเข้า หลิ่วซื่อ รีบพยุงน้องสาวเจ้าเข้าไปในบ้านเร็วๆ”
อวิ๋นหลานเอ๋อร์ไม่มีทางยอมให้คนอื่นใส่ร้ายบ้านลุงรอง จึงรีบตะโกน “ท่านปู่ อาหญิงโกหก ลุงรองไม่ได้ปล่อยสุนัขมากัดนางเสียหน่อย แต่นางนั่นแหละที่แอบเข้าไปขโมยชุดในห้องเจียวเอ๋อร์ ถึงได้โดนส