ว้เพื่อให้มีที่อุ่นๆ สำหรับกินข้าวในฤดูหนาว
ฟางซื่อเห็นผู้เฒ่าอวิ๋นไม่นั่งร่วมโต๊ะด้วยก็ไม่ได้คะยั้นคะยอ เพียงแต่สั่งให้ชุนเหมยชงชาให้ หลังจากที่บ้านตระกูลอวิ๋นมีเรื่องทะเลาะเบาะแว้งกันหลายครั้ง ต่อให้ฟางซื่อจะเป็นคนใจกว้างเพียงใด ต่อจากนี้ไปนางคงปฏิบัติต่อผู้เฒ่าอวิ๋นเพียงแค่ให้เกียรติในฐานะพ่อสามีเท่านั้น
“ท่านพ่อ ดึกดื่นป่านนี้ยังมาที่นี่ มีเรื่องอันใดหรือขอรับ?” หากไม่มีอะไรก็คงไม่มา ยิ่งไปกว่านั้นในใจของอวิ๋นโส่วจงก็หมดหวังแล้ว จึงไม่อยากเสียเวลาพูดคุยกับผู้เฒ่าอวิ๋น
“ได้ยินว่าฉี่เยว่ไปเรียนที่สำนักศึกษาในตำบลแล้วหรือ?” ผู้เฒ่าอวิ๋นเอ่ยถามหลังจากที่ชุนเหมยยกน้ำชาเข้ามา
อวิ๋นโส่วจงพยักหน้า “ใช่ขอรับ เพิ่งไปเช้านี้”
“ดี! ดี! ดี!” ผู้เฒ่าอวิ๋นพูดคำว่า ‘ดี’ ติดต่อกันสามครั้ง แต่อวิ๋นเจียวสังเกตเห็นว่าบนใบหน้าของเขาไม่ได้แสดงความยินดีออกมาแม้แต่น้อย
“ตระกูลอวิ๋นมีบัณฑิตติดต่อกันถึงสองคน ต้องขอบคุณบรรพบุรุษที่คุ้มครอง เพียงแต่ฉี่เยว่ยังเด็กอยู่ ไม่รู้ว่าจะสามารถตามบทเรียนของสำนักศึกษาได้ทันหรือไม่”
พอเขาพูดจบ สีหน้าของฟางซื่อและอวิ๋นโส่วจงก็พลันเปลี่ยนไป ลูกชายท่านอายุสิบห้าถือว่าโต ส่วนลูกชายข้าอายุสิบสามถือว่าเด็กเกินไปงั้นหรือ?
อวิ๋นฉี่เยว่มีสีหน้าเรียบเฉย ดวงตาราวบ่อน้