่านั้น ส่วนโต๊ะของผู้หญิงจะมีเนื้อน้อยมากจนน่าเวทนา ซึ่งมีไว้ต้อนรับแขกโดยเฉพาะ หากญาติผู้หญิงคนใดยื่นตะเกียบไปคีบเนื้อ ไม่พ้นต้องถูกเถาซื่อด่าจนหูชา!
อาหารมากมายบนโต๊ะทำให้อวิ๋นหลานเอ๋อร์ดวงตาเป็นประกาย แต่ก่อนที่นางจะได้กินอย่างเอร็ดอร่อย นางก็ไม่ลืมคีบอาหารให้เฉาซื่อผู้เป็นมารดาก่อนหนึ่งตะเกียบ จากนั้นก็ซ้ายหนึ่งตะเกียบ ขวาอีกหนึ่งตะเกียบคีบอาหารยัดเข้าปากไม่หยุด จนแก้มตุ่ยออกมา ท่าทางเช่นนี้ของนางเรียกเสียงหัวเราะจากทุกคนได้เป็นอย่างดี
แต่ด้วยเพราะมีอวิ๋นหลานเอ๋อร์จอมตะกละอยู่ด้วย จ้าวซื่อกับเฉาซื่อจึงค่อยๆ ผ่อนคลายลง พูดกันตามตรง พวกนางไม่ได้กินเนื้อมานานมากแล้ว!
แม้จะมีเรื่องวุ่นวายของเถาซื่อกับอวิ๋นเหมยเอ๋อร์ แต่อาหารมื้อเย็นที่บ้านของอวิ๋นโส่วจงก็ยังคงคึกคักเป็นพิเศษ เรื่องอย่างอื่นนั้นไม่สำคัญแล้ว แค่มีทั้งสุราและเนื้อสัตว์ไม่ขาดตกบกพร่อง ก็ทำให้ผู้ใหญ่บ้าน หัวหน้าตระกูล และสองพี่น้องตระกูลอวิ๋น ต่างก็สัมผัสได้ถึงความจริงใจเต็มเปี่ยมของอวิ๋นโส่วจง
เทียบกับบรรยากาศที่คึกคักของบ้านอวิ๋นโส่วจงแล้วบรรยากาศที่บ้านของผู้เฒ่าอวิ๋นกลับดูมืดมน ในห้องโถง อวิ๋นเหมยเอ๋อร์นั่งร้องไห้ไม่หยุดอยู่ข้างกายเถาซื่อ
“ร้องๆๆ รู้จักแต่ร้องหรือไง ทำไมเจ้าถึงทำเรื่องน่าอับอายเช่นนี้เล่