ไหม?”
ฉู่อี้เองก็ไม่ได้เกรงใจ เอ่ยขอบคุณ “เช่นนั้นก็รบกวนท่านน้าแล้ว”
ฟางซื่อเห็นเขามีท่าทางสุภาพเรียบร้อย ไม่ได้แสดงความอึดอัดหรือไม่สบายใจแม้จะอยู่ในสภาพแวดล้อมที่แปลกไป ยิ่งไปกว่านั้นผู้ใหญ่คนไหนเล่าจะไม่ชอบเด็กที่มีมารยาทเรียบร้อย ดังนั้นจึงรู้สึกชื่นชอบเขาเพิ่มขึ้นในใจไม่น้อย
ตอนที่อยู่ที่เมืองหลวง ฟางซื่อพบเห็นคุณชายคุณหนูจากตระกูลใหญ่ผู้สูงศักดิ์อยู่บ่อยครั้ง ซึ่งล้วนแต่หยิ่งยโสเชิดหน้ามองคนอื่นด้วยสายตาดูถูก พวกชนชั้นสูงศักดิ์เหล่านั้น เคยเห็นหัวชาวบ้านตาดำๆ บ้างเสียที่ไหน แต่เด็กคนนี้ที่อยู่ตรงหน้านาง แม้จะบาดเจ็บอยู่ แต่ก็ยังพยายามลุกขึ้นคำนับด้วยท่าทางจริงใจ ไม่แสดงท่าทีเย่อหยิ่งเลยแม้แต่น้อย
ฟางซื่อพยักหน้าด้วยรอยยิ้ม พลางเอ่ยถาม “ว่าแต่เสื้อผ้าของเจ้าขาดหมดแล้ว เจ้าดูสิ?”
ฉู่อี้ “รบกวนท่านน้าช่วยข้าทิ้งมันไปก็พอ”
ฟางซื่อกล่าวเสริม “ของใช้ส่วนตัวของเจ้า ข้าวางไว้ใต้หมอนของเจ้าแล้ว” เขาพกพาหยกโบราณชิ้นหนึ่งติดตัวมาด้วย ฟางซื่อก็ถือว่าเคยเห็นของล้ำค่าจากในเมืองหลวงมาไม่น้อย หยกชิ้นนั้นไม่ใช่สิ่งที่คนธรรมดาสามัญทั่วไปจะมีได้
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ฉู่อี้นำหยกออกมาจากอกเสื้อ ลูบไล้แผ่วเบา ก่อนจะก้มหน้าลงมอง พลางยิ้มบางๆ “ขอบพระคุณท่านน้า เช่นนั้นรบกวนท่านน้าบอกข้าหน่อยเถิดว่า