แม้ย่างเข้าต้นฤดูใบไม้ผลิแล้ว ทว่าสายลมพัดเอื่อยยังคงพาเอาไอเย็นยะเยือกเสียดแทงกระดูก
น้ำแข็งและหิมะละลายไปจากท้องทุ่ง เผยให้เห็นยอดหญ้าสีเขียวอ่อนแตกหน่อแทรกพื้นดินขึ้นมา ต้นไม้สองข้างทางของทางหลวงต่างผลิใบอ่อน แตกยอดกิ่งก้านสาขาโอนเอนตามสายลมใต้แสงตะวัน
รถม้าสองคันแล่นไปตามทางอย่างไม่รีบร้อน ดึงดูดสายตาชาวบ้านตามท้องไร่ให้หันมอง ทุกคนต่างคาดเดาว่ารถม้าคันนี้จะมุ่งหน้าไปบ้านใคร
บนรถม้าเต็มไปด้วยหีบสัมภาระ ดูไม่เหมือนจะไปเยี่ยมญาติ หากจะว่าย้ายบ้าน ผู้ที่มีเงินพอจะซื้อรถม้าได้ จะมีใครยอมมาปักหลักอยู่ในหุบเขาทุรกันดารเช่นนี้เล่า?
อวิ๋นเจียวแง้มม่านรถม้าขึ้น มองดูหมู่บ้านเล็กๆ บนหุบเขาที่นี่ก็คือบ้านเกิดของอวิ๋นโส่วจงผู้เป็นบิดาของนางงั้นหรือ
ขณะที่กำลังครุ่นคิดอยู่นั้น ก็ได้ยินเสียงหวานนุ่มนวลของฟางซื่อดังขึ้นข้างใบหูของนาง “เจียวเอ๋อร์ อีกไม่นานก็ถึงบ้านเกิดของท่านพ่อเจ้าแล้ว ที่นั่นอาจไม่สะดวกสบายเท่าเมืองหลวง แต่ชนบทก็ย่อมมีสิ่งดีงามในแบบของมันเอง มีสิ่งแปลกใหม่มากมายให้เจ้าได้ตื่นตาตื่นใจ ไม่ทำให้เจ้าเบื่อหน่ายเป็นแน่ และเจ้าก็ไม่ต้องกลัวไป อย่างไรเสียก็มีข้ากับท่านพ่อเจ้าอยู่ข้างๆ ทั้งคน”
อวิ๋นเจียวได้ยินดังนั้นจึงหันไปมองฟางซื่อ ดวงตากลมโตเป็นประกายฉายแววตื่นเต