ังบต้องสั่นสะเทือนถึงสามครา! มิว่าคุณหนูจะเผลอล่วงเกินผู้ใด ก็ยากจะรับมือไหวทั้งสิ้นเจ้าค่ะ!”
เมิ่งหนานอี้ถูกสาวใช้ที่ไม่รู้จักอ่านสีหน้าคน เอาแต่เติมเชื้อใส่ไฟเกลี้ยกล่อมแกมบังคับให้ต้องลุกขึ้น ในอกพลันอัดแน่นไปด้วยเพลิงโทสะกองหนึ่ง
ท้องฟ้ายังเป็นสีเทาหม่นมัว แม้แต่เวลาคารวะยามเช้าเย็นตามธรรมเนียมก็ยังมาไม่ถึง
เมิ่งหนานอี้ถูกชุนเถากดให้นั่งลงตรงหน้าโต๊ะกระจกสำริด สติเลื่อนลอยงัวเงีย นั่งไปนั่งมาพลอยจะหลับไปอีกหน ทั้งยังฝันขึ้นมาอีกตื่นหนึ่งเสียด้วย
“คุณหนู เรียบร้อยแล้วเจ้าค่ะ”
เมิ่งหนานอี้ลืมตาขึ้นอย่างงัวเงียสะลึมสะลือ ไร้ซึ่งอารมณ์จะมองภาพตนที่สะท้อนอยู่ในกระจกสำริด เพียงรู้สึกว่าศีรษะหนักอึ้ง สองเท้าเบาโหวง อึดอัดทรมานยิ่งนัก
นางฝืนประคองสติ แล้วเดินมุ่งหน้าไปยังโถงรับรองใหญ่
เพิ่งมาถึงหน้าประตู เมิ่งหนานอี้ก็ได้เห็นภาพฉากหนึ่ง ที่ชาตินี้ทั้งชาตินางไม่มีวันลืมลงเป็นแน่!
ภาพที่เห็นคือกวนจื่ออี้กำลังเหวี่ยงหมัดออกไป และหมัดนั้นก็ซัดเข้าใส่จ้าวหังเสียจนร่างทั้งร่างลอยละลิ่วกระเด็นออกไป ราวกับแมลงขี้ควายที่ถูกตบกระเด็น เขาร้องเสียงดัง “อ๊าก!” โหยหวนออกมาคราหนึ่ง ก่อนจะหงายหลังล้มคว่ำลงกับพื้นอย่างน่าเอน็จอนาถ!
หลังจากกวนจื่ออี้ลงมือทำร้ายคนแล้ว ยังรับผ้าเช็ดมือผืนบางที่บ่าว