เกือบจะสิ้นสติไปเสียตรงนั้น ครั้นนึกถึงใบหน้าของบุตรชายที่ยังคงบวมเป่งอยู่ อีกทั้งความคับแค้นที่จนถึงบัดนี้ก็ยังจับตัวคนร้ายไม่ได้ เพลิงโทสะก็ยิ่งโหมกระหน่ำขึ้นกลางอก
เขาถลึงตาจ้องมองเมิ่งชินรุ่ยอย่างดุดันคราหนึ่ง รู้ดีว่าหากยังฝืนโต้เถียงต่อไป มีแต่จะยิ่งทำให้ตนขายหน้าเสียเปล่า จึงทำได้เพียงแค่แค่นเสียง “หึ” ออกมาอย่างหนักหน่วง ก่อนจะสะบัดแขนเสื้อแล้วเดินออกจากท้องพระโรงไปด้วยความเดือดดาล
กั๋วกงหนิงเพิ่งจะจากไป หลี่ซ่างซูก็ขยับเข้ามาด้วยสีหน้าเคร่งขรึม น้ำเสียงแม้จะมิได้เสียดแทงร้ายกาจเท่ากั๋วกงหนิง ทว่าก็ยังเต็มไปด้วยท่าทีสั่งสอนจากผู้สูงกว่า
“ท่านโหว เรื่องมาถึงขั้นนี้แล้ว กล่าวมากไปก็ไร้ประโยชน์ รบกวนเมื่อท่านกลับถึงจวนแล้ว จำต้องอบรมตักเตือนบุตรีของท่านให้ดี สถานที่สำคัญอย่างท้องพระโรงนี้ หาที่สำหรับสตรีในห้องหอจะมาฟังงิ้วเล่นสนุกไม่! เรื่องเหลวไหลเช่นนี้ ห้ามกระทำอีกเป็นอันขาด! สตรีควรรักษาหน้าที่ของตนให้มั่น จะปล่อยให้ทำตัวเหลวไหลเช่นนี้ได้อย่างไรกัน!”
เวลานี้ เมิ่งชินรุ่ยเองก็ร้อนใจดุจไฟแผดเผา เพียงอยากรีบกลับจวนไปคว้าตัว ‘เมิ่งหนานอี้’ มาไต่ถามให้รู้เรื่อง เขายังจะมีแก่ใจมาวุ่นวายกับคนพวกนี้อีกหรือ
เขารีบพยักหน้าระรัวราวไก่จิกข้าว ปากก็พร่ำเอ่ยรับไม่หยุด
“ใช่