ี่คอยเลือกข้างตามสถานการณ์เข้ามาเป็นพวกได้ไม่น้อย
องค์หญิงใหญ่เอนกายพิงตั่งนุ่มอย่างเกียจคร้าน ครั้นยื่นพระหัตถ์ไปรับรายนามนั้นมา เพียงทอดพระเนตรปราดเดียว มุมปากก็พลันยกขึ้นเป็นรอยยิ้มเย้ยหยัน
พระนางทรงโยนจิ่วเหลียนหวนที่เดิมถือเล่นไว้ในมือลงบนเก้าอี้ไม้ด้านข้างอย่างไม่ใส่ใจนัก ก่อนจะทรงกายลุกขึ้นตั้งตรง
“ตาเฒ่าหัวโบราณพวกนี้… บ้านเมืองกำลังเผชิญภัย ไม่เพียงไม่ช่วยคิดหาหนทางต้านศึก กลับยังกล้าทุ่มเทแรงกายแรงใจในการถ่วงแข้งถ่วงขาลับหลังเช่นนี้”
เมิ่งซีโจวปลดเสื้อคลุมที่เปื้อนเกล็ดหิมะออกแล้วยื่นส่งให้นางกำนัล จากนั้นจึงเดินไปนั่งลงบนเก้าอี้
หลังฟังซ่งเฉิงจี้กล่าวจบ นางก็แทบหัวเราะออกมาด้วยความเดือดดาล
“นับเป็นพวกถุงสุราห่อข้าวอย่างแท้จริง ช่างโง่เขลาน่าขันจนยากจะหาสิ่งใดเปรียบได้ ทุกเช้ายามฝ่าบาทเสด็จขึ้นว่าราชการและนั่งลงบนบัลลังก์มังกร เกรงว่าคงจะทรงหลงคิดไปว่า พระองค์มิได้นั่งอยู่ในท้องพระโรงไท่เหอ หากแต่พลัดเข้าไปอยู่ในคอกสุกรเหม็นเน่าสักแห่งเป็นแน่! มองออกไปสุดสายตาก็มีแต่เหล่าสุกรหัวคน เรือนร่างอ้วนพีอยู่เต็มไปหมด ทั้งยังเอาแต่ร้องอู้ดๆโหวกเหวกโวยวายไปวันๆ!”
คำเปรียบเปรยของเมิ่งซีโจวนั้นทั้งเผ็ดร้อนทั้งเห็นภาพชัดเจน จนโทสะที่อัดแน่นอยู่เต็มอกขององค์หญิงใหญ่พลั