นสะดุดไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหลุดหัวเราะพรวดออกมา
ส่วนซ่งเฉิงจี้ที่ยืนอยู่ด้านข้าง มุมปากพลันยกขึ้นเป็นรอยยิ้มอ่อนอย่างจนใจเช่นกัน
ภายในห้องอบอุ่นนี้ บรรยากาศเคร่งเครียดหนักอึ้งถึงเพียงนั้น กลับถูกคำว่า ‘สมองหมู’ที่สะเทือนฟ้าสะท้านดินของเมิ่งซีโจวทำให้จางคลายลงถึงสองส่วน
ทว่าสีหน้าของเมิ่งซีโจวหาได้มีแววขบขันไม่ นางอาศัยจังหวะนั้นหยิบจิ่วเหลียนหวนขององค์หญิงใหญ่ขึ้นมา ระหว่างที่ค่อยๆแกะออกทีละห่วง ก็พลางเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยว่า
“ในเมื่อพวกเขาเฝ้าจับตาเรื่องที่องค์หญิงใหญ่จะยกทัพออกศึกถึงเพียงนี้ สายตาทุกคู่ล้วนจ้องมาที่เดียวกัน… เช่นนั้นก็ทำให้พวกเขาเบนสายตาไปทางอื่นเสียก็สิ้นเรื่อง ให้พวกเขามีเรื่องที่ต้องใส่ใจเสียยิ่งกว่า เรื่องที่ทำให้พวกเขาอยู่ไม่เป็นสุขเสียยิ่งกว่า เมื่อไฟลุกไหม้ขึ้นที่เรือนหลัง ผู้ใดยังจะมีแก่ใจไปสนว่าหน้าประตูมีผู้ใดเดินผ่านอีกเล่า”
องค์หญิงใหญ่ได้ยินดังนั้น ก็รีบเชิดแผ่นหลังตั้งตรงทันที
“จะทำให้พวกเขาเบนสายตาเปลี่ยนเป้าหมายได้อย่างไรรึ?”
นางนึกไม่ออกจริงๆว่า ยังจะมีเรื่องใดที่สามารถกระตุกเส้นประสาทพวกจิ้งจอกเฒ่าเหล่านั้น ได้มากไปกว่าการขัดขวางมิให้นางออกรบได้อีกเล่า
เมิ่งซีโจวหาได้ตอบข้อสงสัยขององค์หญิงใหญ่โดยตรงไม่ นางเพียงจดจ่ออยู่กับการ