ั่วคราว
นางยังคงเป็นคุณหนูใหญ่แห่งจวนตระกูลเจียง สามารถรับเงินเบี้ยหวัดประจำส่วนตน ใช้จัดงานเลี้ยงเชื้อเชิญสหายมาร่วมเสพสุขสำราญในจวนได้ทุกเดือน ภายนอกดูเหมือนมีอิสระเสรี อยู่อย่างสุขสบายไร้กังวล มีหน้ามีตาและมีเกียรติ
ทว่ากลับมิมีผู้ใดล่วงรู้เลยว่า ส่วนลึกในหัวใจของนางนั้น แท้จริงปรารถนาสิ่งใดกันแน่
เจียงจี้เยว่นับแต่วัยเยาว์ก็อ่านตำราพิชัยสงครามจนจดจำขึ้นใจ ฝึกขี่ม้าและยิงธนูอย่างหนัก หวังจะเป็นขุนพลผู้ควบม้าตะลุยสนามรบ พิทักษ์แผ่นดินคุ้มครองเหล่าประชา! เฉกเช่นองค์หญิงใหญ่ซ่งเจาผู้เป็นบุคคลที่นางเทิดทูนอย่างที่สุด!
แต่เมื่อครั้งนางที่เปี่ยมไปด้วยความมุ่งมาด ปริปากบอกกล่าวความในใจนี้แก่บิดา สิ่งที่ได้รับกลับเป็นเพียงคำตวาดด้วยความโกรธเกรี้ยว
“เหลวไหล! สตรีจะเข้าสู่สนามรบได้อย่างไรกัน! ช่างไม่รู้จักกาลเทศะเอาเสียเลย!”
นางพยายามยกเรื่องขององค์หญิงใหญ่ขึ้นมาโต้แย้ง ทว่าใบหน้าของท่านเจียงกลับยิ่งดำคล้ำ คำพูดที่เปล่งออกมายิ่งทิ่มแทงและหยาบคายมากกว่าเดิม
“เจ้ารู้หรือไม่ว่าตนกำลังพูดจาวิปลาสอันใดอยู่? ไม่ช้าก็เร็ว พระนางจะต้องได้รู้ถึงจุดจบของสตรี ที่บังอาจคิดเอื้อมมือมาแตะต้องอำนาจทางการทหาร! หรือเจ้าเองก็อยากเดินตามรอยไปขายหน้าเช่นนั้นด้วย?!”
อุดมการณ์ถูกคนในครอบครัวผู้ใกล้ชิ