ี่เอ่อล้นออกมาได้
“ครานี้ฮูหยินใหญ่พลาดพลั้งล้มคว่ำอย่างไม่เป็นท่าแล้วเจ้าค่ะ! นายท่านเดินเข้าไปในเรือนได้ ก็ถึงกับลงมือตบหน้านางไปสองฉาดเต็มๆ! รุนแรงถึงขนาดที่ว่า…หุๆ บ่าวแค่ฟังยังรู้สึกสาแก่ใจนัก ได้ยินว่านายท่านตบจนหน้าของฮูหยินใหญ่บวมเป่งราวหัวหมูเน่าทันทีเลยเจ้าค่ะ! นางร้องไห้จนดวงตาทั้งสองบวมเป่งจนหรี่เป็นเส้น! เท่านั้นยังไม่พอนะเจ้าคะ ภายหลังคุณหนูใหญ่พลั้งเผลอหรือจงใจมิทราบ ยังได้ตบซ้ำไปอีกหนึ่งฉาด! เกรงว่าฮูหยินใหญ่คงจะโกรธจนแทบปอดระเบิดแล้วกระมังเจ้าคะ!”
เมื่ออนุเสิ่นได้ยินดังนั้น นางก็รู้สึกเบิกบานใจเสียยิ่งกว่าบุปผาผลิบานในวสันต์ฤดู อยากจะคว้าถั่วลิสงเมล็ดแตงสักกำมือมานั่งแทะระหว่างนั่งฟังเรื่องสนุกนี้เสียจริง!
เซียงอี๋เล่าเรื่องทั้งหมดได้อย่างมีชีวิตชีวาราวกับกำลังเกิดขึ้นอยู่ตรงหน้าตอนนี้ ยิ่งฟังยิ่งทำให้นางคันไม้คันมือจนแทบทนไม่ไหว นางตื่นเต้นจนถึงกับต้องถูมือไปมา ในใจยังอดคิดไม่ได้ว่า เมื่อไหร่หนอที่ตนจะมีโอกาสได้ฟาดฝ่ามือลงบนใบหน้าของฮูหยินเมิ่งแรงๆสักหนึ่งถึงสองฉาดบ้าง!
รับรองว่าเมื่อถึงตอนนั้น นางจะต้องเบิกตากว้างๆ เพื่อจะได้มองดูสีหน้าของอีกฝ่ายให้ชัดแจ้งเต็มสองตา และจะจารึกภาพเหล่านั้นไว้ในห้วงคำนึงมิลืมเลือน ภายหน้าหากคราใดเกิดอารมณ์ขุ่นมัวขึ้