โจวเงยหน้าขึ้น ดวงตาที่โผล่พ้นผ้าคลุมหน้าเป็นประกายดุจสายน้ำใส นางเพียงพยักหน้าเบาๆอย่างเฉยชา และเอ่ยตอบเพียงสั้นๆไม่กี่คำ
“บังเอิญจริง”
จ้าวหังไม่รอให้นางเอ่ยเชื้อเชิญ ก็ถือวิสาสะนั่งลงตรงข้ามนางเสียเอง ท่วงท่านั้นแฝงความเป็นบุตรหลานตระกูลใหญ่ ที่เคยชินกับการทำสิ่งใดตามใจอยู่หลายส่วน
“ข้า… นั่งตรงนี้ได้หรือไม่?” แม้จะเป็นถ้อยคำไต่ถาม ทว่าการกระทำกลับนำหน้าไปก่อน แล้วจึงค่อยเอ่ยปากถามทีหลัง
“เชิญ” น้ำเสียงของเมิ่งซีโจวยังคงราบเรียบไร้คลื่นอารมณ์ สายตาทอดลงบนถ้วยชาในมือ ราวกับใบชาที่ลอยอยู่ในถ้วยนั้น ยังชวนให้นางนึกสนใจได้เสียยิ่งกว่าบุรุษตรงหน้าอีก
แต่จ้าวหังกลับจ้องเขม็งไปที่แพขนตาซึ่งหลุบต่ำอยู่ ดวงตาที่โผล่พ้นผืนผ้าคลุมหน้าคู่นั้น ช่างกระจ่างใสเสียจนทำให้หัวใจของเขาพลันแน่นหนัก
เขาไม่อาจข่มคำถามในใจ รวมถึงข้อคาดเดาบ้าบิ่นที่มีไว้ได้ จึงลองหยั่งเชิงเอ่ยปากขึ้นว่า
“เรื่องของเซียวเหยาเค่อที่แม่นางเคยกล่าวถึงคราก่อนนั้น… ข้าได้ไปอ่านเรื่องเขียนของเขามาแล้ว”
เขาหยุดไปครู่หนึ่ง น้ำเสียงเจือด้วยอาการทอดถอนใจและชื่นชมอย่างจริงแท้
“ช่างเป็นเรื่องเขียนดีๆที่หาอ่านได้ยากนัก! ข้าขอถามแม่นางสักคำ ท่านรู้จักกับคนผู้นี้ได้อย่างไร?”
เขาจ้องมองเมิ่งซีโจวไม่วางตา พยายามจะจับพิรุ