ผ่านไปครู่หนึ่ง หมอหลี่ก็มาถึง
เขาหิ้วหีบยาเดินตรงมายังข้างเตียงที่ ‘เมิ่งหนานอี้’ นอนอยู่ ก่อนจะใช้เส้นไหมแขวนชีพจรเพื่อทำการตรวจดูอาการ
“อืม… อาการป่วยของคุณหนูผู้นี้…” เขาจงใจชะงักหยุดคำพูดไว้ ดวงตากลับกวาดมองสีหน้าของผู้คนในห้องอย่างแนบเนียน โดยมิให้มีผู้ใดทันสังเกตเห็น
การจะคลุกคลีอยู่ในเมืองหลวงจนกลายเป็นหมอชื่อดังผู้หนึ่งขึ้นมาได้นั้น แม้วิชาแพทย์จะสำคัญก็จริง ทว่าสิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าก็คือการอ่านสีหน้าคน รู้จักพิจารณากาลเทศะ และเข้าใจว่าเมื่อใดควรรุกเมื่อใดควรถอย
ความคิดอ่านภายในใจของบรรดาผู้สูงศักดิ์นั้น บางครายังยากจะหยั่งถึงเสียยิ่งกว่าตัวโรคภัยที่กำลังเป็นอยู่เสียอีก
บางคนเห็นชัดเต็มสองตาว่าป่วยหนักจนสุดจะเยียวยา กลับยังดึงดันที่จะปกปิดความจริงให้ดูเสมือนเป็นปกติสุขดี
แต่บางคนทั้งที่ร่างกายแข็งแรงกระฉับกระเฉง กลับจงใจเสแสร้งทำเป็นอ่อนแอ ประหนึ่งกำลังป่วยหนักจวนเจียนสิ้นลม
กลเม็ดและหนทางคดเคี้ยวในเรือนลึกของจวนใหญ่โตเช่นนี้ เขาล้วนพานพบมามากต่อมากแล้ว
วาจานี้ของเขา แท้จริงคือการโยนหินถามทาง กำลังหยั่งเชิงท่าทีของผู้กุมอำนาจตัวจริง ซึ่งก็คือท่านโหว – เมิ่งชินรุ่ย
ชีพจรของคุณหนูผู้นี้คือข้อเท็จจริงที่สุด เห็นชัดว่านางกำลังแกล้งป่วย
แต่หัวใจสำคัญกลับมิได้อยู่ที่จริงหรือเท็