ยตัวเองกระมัง?!”
ข้างกันนั้น ฮูหยินที่เฝ้าดูแลบุตรีที่นอนหมดสติอยู่ตลอดทั้งคืน ใต้ตาจึงดำคล้ำอย่างเห็นได้ชัด ทว่าในยามนี้นางยังคงฝืนประคองสติไว้ แสร้งปั้นสีหน้าราวกับเจ็บปวดเสียใจเต็มประดา ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยสีหน้าท่าทางสะเทือนใจอย่างยิ่งว่า
“ท่านพี่โปรดระงับโทสะด้วยเถิด ทั้งหมดล้วนเป็นความผิดของข้าเอง หนานอี้ถูกข้าตามอกตามใจจนเสียคนมาตั้งแต่เล็ก นิสัยใจคอจึงค่อนข้างแข็งกร้าวอยู่บ้าง… เพียงแต่ครานี้ อารมณ์ของนางนับว่ารุนแรงเกินไปจริงๆ ถึงกับทำให้พี่สาวของตนโกรธจนเป็นลมไป หากยังปล่อยไปเช่นนี้ไม่ทำอะไรเสียเลย… เกรงว่าคงจะเป็นเรื่องไม่สมควรยิ่งนัก…”
ทุกถ้อยคำของนางคล้ายตำหนิติเตียนตนเอง คล้ายกำลังเกลี้ยกล่อมให้เกิดความปรองดอง ทว่าแท้จริงแล้ว ทุกถ้อยคำล้วนเป็นการสาดน้ำมันลงไปบนกองเพลิง ตอกย้ำความผิดของ ‘เมิ่งหนานอี้’ ให้แน่นหนักมากยิ่งขึ้น ว่านางเป็นสตรีที่เอาแต่ใจ กำเริบเสิบสาน ถึงขั้นทำให้พี่สาวคนโตโมโหจนเป็นลมหมดสติไป
วาจาของฮูหยินเมิ่งประหนึ่งฟางเส้นสุดท้ายที่กดทับลงมา ทำให้สติและความอดกลั้นของเมิ่งชินรุ่ยพังทลายลงสิ้น
จะต้องไม่มีผู้ใดสามารถคุกคามความปลอดภัยของว่าที่พระชายาแห่งองค์รัชทายาทได้อย่างเด็ดขาด! หาก ‘เมิ่งซีโจว’ ถูกยั่วโมโหจนเกิดเรื่องไม่คาดฝันขึ้นมาจริงๆ หรื