งผู้ที่ควรจะมา ใบหน้าจึงเปลี่ยนเป็นดำทะมึนราวก้นหม้อทันที
“คุณหนูรองเล่า? คนอยู่ที่ใด?!”
ซิ่วหลานทรุดกายลงคุกเข่ากระแทกกับพื้นเสียงดัง “ตุ้บ” สีหน้าเปี่ยมไปด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจ ก่อนจะฟ้องผู้เป็นายด้วยความคับแค้นใจว่า
“นายท่าน บ่าวไร้ความสามารถเจ้าค่ะ! คุณหนูรองกล่าวว่า หากนายท่านกับฮูหยินอยากจะรอนัก ก็จงรอต่อไปเถิด! นางจะกลับไปนอนเอาแรงเสียก่อน ครั้นตื่นแล้วจึงจะค่อยมาพบเจ้าค่ะ! บ่าวเฝ้าวิงวอนแทบตาย แต่คุณหนูรองไม่เพียงไม่ยอมฟัง ยังต่อว่าบ่าวพูดจาหนวกหูน่ารำคาญ ทั้งยังลงมือทำร้ายบ่าวด้วยเจ้าค่ะ! ที่เอวของบ่าวยามนี้…”
กล่าวมาถึงตรงนี้ นางก็สะอื้นร่ำไห้ขึ้นมาอย่างพอเหมาะพอดี มือข้างหนึ่งกุมสีข้างของตนเอาไว้แน่น ใบหน้าสื่อแสดงถึงความเจ็บปวดที่ตนได้รับ
“คุณหนูรองยังกล่าวอีกว่า อย่าได้หวังว่านางจะให้ความร่วมมือ ไม่มีทางเด็ดขาดเจ้าค่ะ!”
“ปัง—!”
เมิ่งชินรุ่ยฟาดฝ่ามือลงบนโต๊ะไม้จื่อถานอย่างแรง แรงสั่นสะเทือนนั้นทำให้ถ้วยชากับฝาถ้วยสั่นกระทบกันดังเคร้งคร้างไม่หยุด
เขาโมโหเดือดดาลจนเส้นเอ็นข้างขมับปูดโปน โกรธจัดเสียจนต้องแค่นหัวเราะเสียงเย็นออกมา
“นังลูกอกตัญญู! ช่างกำเริบเสิบสานถึงเพียงนี้แล้วรึ!! หรือยังต้องให้ข้าเลียนแบบบ่าวไพร่ ต้องเดินทางไปเชื้อเชิญนางถึงเรือนสักสามครั้งสามคราด้ว