งเบาจนแทบมองไม่เห็น
“เดิมทีข้ายังคิดว่าปล่อยเจ้าออกไปเผชิญโลกภายนอกสักครา จะสามารถช่วยขัดเกลาความโง่เขลาในตัวเจ้าให้จางคลายลงได้บ้าง ทั้งยังจะสามารถเพิ่มพูนประสบการณ์ให้เจ้ารู้ผิดชอบชั่วดีขึ้นอีกนิด บัดนี้เมื่อดูๆแล้ว กลับเป็นข้าที่สิ้นเปลืองแรงเปล่า สูญเสียเจตนาดีไปอย่างแท้จริง”
“เจตนาดีรึ?”
เมิ่งซีโจวแค่นหัวเราะออกมาหนึ่งเสียง สีหน้าฉายแววเย้ยหยันอย่างไม่ปิดบัง
“หมายถึงเจตนาที่จะทำให้ข้าต้องทนทุกข์ทรมานนานัปการนั่นน่ะหรือ? ท่านแม่นี่ยังคงเป็นเช่นเดิมจริงๆ ทำชั่วได้แต่กลับมิกล้ายอมรับ ท่าทีเสแสร้งเช่นนี้ของท่าน ยังคู่ควรจะเรียกตนว่า ‘ฮูหยินแห่งจงหย่งโหว’ อีกหรือไม่? สำหรับข้าแล้ว—”
“ในสายตาของข้า—”
สายตาของเมิ่งซีโจวพลันกวาดมองผ่านป้ายวิญญาณอันเยียบเย็นและน่าสะพรึงเหล่านั้น ก่อนจะมาหยุดนิ่งลงบนใบหน้าของฮูหยินเมิ่งอีกครา แล้วจึงค่อยเอ่ยทีละวาจาอย่างชัดถ้อยชัดคำ ประดุจค้อนหนักที่ทุบกระหน่ำลงบนกลองศึก
“แม้แต่ฐานะฮูหยินแห่งจงหย่งโหว… ท่านก็ยังไร้น้ำยาเกินกว่าจะแบกรับไหว!”
ทันทีที่คำว่า ‘ไร้น้ำยา’ หลุดออกมา สีหน้าของฮูหยินเมิ่งซึ่งเคยรักษาความสงบนิ่งประหนึ่งเมฆจางลมอ่อนไว้ได้ ก็พลันเปลี่ยนเป็นบิดเบี้ยวอย่างฉับพลัน!
ความสงบเยือกเย็นในดวงตาของนางถูกฉีกกระชากจนแหลกละเอียด แป