รเปลี่ยนเป็นคลื่นโทสะและความอัปยศที่โหมซัดเข้าใส่ดุจมหาสมุทรคลั่ง!
เห็นได้ชัดว่า คำพูดนี้ได้ทิ่มแทงถูกบาดแผลลับอันลึกที่สุด และเป็นดั่งจุดอับอายที่สุดในใจของนางเข้าอย่างจัง!
เมิ่งซีโจวมิได้ถอยหนีแม้เพียงครึ่งก้าว สายตาคมกริบประหนึ่งคมมีดพุ่งตรงเข้าใส่ และแทงลึกเข้าไปถึงความกระอักกระอ่วนและความพ่ายแพ้ที่ซ่อนอยู่ภายใต้แววตาของอีกฝ่าย
อากาศภายในศาลบรรพชนเปลี่ยนเป็นตึงเครียดจนแทบหยุดนิ่ง!
หน้าอกของฮูหยินเมิ่งกระเพื่อมขึ้นลงรุนแรงอยู่หลายครา นางจ้องหน้าเมิ่งซีโจวตาเขม็ง มิรู้ว่าเพราะโกรธจนต้องหัวเราะออกมา หรือเพราะในที่สุดก็ฉีกหน้ากากจอมปลอมของตนทิ้งไปจนสิ้นแล้วกันแน่
“หึ… คนหนุ่มสาวนี่ช่างกล่าววาจาได้ลำพองเสียจริง” นางส่ายหน้าไปมาเนิบช้า แววตาเหลือเพียงประกายเหี้ยมเกรียมเย็นเยียบ “แต่กลับไม่รู้ตัวว่าภัยร้ายล้วนมาจากปากทั้งสิ้น”
สิ้นเสียงนั้น ฮูหยินเมิ่งก็พลันพลิกข้อมือ ยัดแส้ลงไปในมือของซิ่วหลานทันใด ปากก็ร้องสั่งการด้วยน้ำเสียงเยียบเย็นประหนึ่งอาบด้วยน้ำแข็ง—
“ซิวหลาน! ลงมือ! เฆี่ยนนางจนกว่าจะยืนไม่อยู่…ถึงตอนนั้นนางย่อมต้องคุกเข่าลงด้วยตัวเอง!”
—
อีกฟาหนึ่ง ณ เรือนหลานจื่อ เมิ่งหนานอี้ได้รับคำเชื้อเชิญจากเหล่าสหายสนิทของเมิ่งซีโจวให้ไปร่วมงานเลี้ยงอีกครา
เทียบเชิญประทับลายท