พียงอยากสงบจิตใจสักครู่
ทว่า…สิ่งที่เกิดขึ้นกลับเหนือความคาดหมาย หมิวมิวผู้นั้นพลันคุกเข่า
ลง เอ่ยเสียงใสกังวาน
“คุณหนู…”
เสียงนั้น! มิใช่เสียงหญิงชรา หากเป็นเสียงสดใสของสาววัยแรกแย้ม จ้าวเข่อหรันสะดุ้งเล็กน้อย ดวงตาเบิกกว้าง ครู่หนึ่งจึงตั้งสติได้
“เจ้าคือผู้ใด?”
หญิงชราผู้นั้นก้มกราบ
“บ่าวชื่อฮวาเชียง นายท่านส่งบ่าวมาคอยรับใช้คุณหนูเจ้าค่ะ”
คําว่า “นายท่าน” นั้น มีจําเป็นต้องเอ่ยนามก็รู้ว่าเป็นผู้ใด จ้าวเข่อหรันหันไปมองฉินเซียงกับชื่อเชียง ทั้งสองพยักหน้าพร้อมรอยยิ้ม
กัน
“เจ้าค่ะคุณหนู ฮวาเซียงเป็นคนของนายท่าน พวกเราเติบโตมาด้วย
ได้ยินเช่นนั้น นางจึงคลายใจ
“ลุกขึ้นเถิด”
ฮวาเชียงยืนขึ้น จ้าวเข่อหรันมองใบหน้าที่เหี่ยวย่นนั้นอย่างพินิจ ก่อนจะเอ่ยอย่างลังเล
“เจ้าว่าเติบโตมาพร้อมพวกนาง…แต่รูปลักษณ์ของเจ้า….
นางไม่ทันกล่าวจบ ฮวาเชียงก็หัวเราะเบา ๆ ยกมือขึ้นลูบไล้ใบหน้า ตนเอง เพียงชั่วครู่ แผ่นบางดุจปีกจักจั่นก็ถูกลอกออก เบื้องหน้า จ้าวเข่อหรัน บัดนี้มิใช่หญิงชราอีกต่อไป หากเป็นสาวงามผิวพรรณเนียนดุจ หยก ดวงตาเป็นประกายเฉลียวฉลาด ริมฝีปากแดงสดราวกลีบชากุระแรก
ผลิ
งามจนแม้ฉันเชียงและ อเชียงยังต้องยอมรับ จ้าวเข่อหรันมิได้ตื่น ตะลิงเพียงความงาม หากสายตานางกลับจับจ้องไปยังแผ่นบางในมีอ “สิ่งนั้นคืออะไร?”
สุด”
ฮวาเชียง ม
“หน้ากากหนังมนุษย์เจ้าค่ะ บ่าวถนัดวิชาแปลงโฉม นี่คือของล้ําค่าที่
จ้าวเข่