งหมดกลับคืนสู่ลําคอ
จู่โจมฉับไวไร้การเตือน นางชะงักงัน หัวใจเต้นรัวดุจม้าศึกควบ ทะยาน เขาแทรกลิ้นเข้ามาอย่างชํานาญ สัมผัสรุกเร้าเกี่ยวกระหวัดมีหยุด ยั้ง สติของนางค่อย ๆ เลือนราง ดวงตาฉ่าพร่าราวม่านหมอกยามเช้า ผ่าน ไปเนิ่นนาน ราวกับลมหายใจใกล้จะขาดห้วง เขาจึงค่อยผละออกช้า ๆ
ๆ
ร่างบางอ่อนแรงราวไร้กระดูก หากมิใช่แขนแกร่งที่โอบประคองไว้ นางคงทรุดลงกับพื้นแล้ว ริมฝีปากแดงฉ่ําถูกจุมพิตจนเปล่งประกาย
ฮือกูชวี่มองแล้วเกิดความพึงพอใจอย่างบอกไม่ถูก รอยยิ้มเจ้าเล่ห์แต้มอยู่
บนใบหน้า
จ้าวเข่อหรันเบิกตากว้าง จ้องเขาเขม็งด้วยความขุ่นเคือง ทว่าสายตา
นั้นกลับไร้พิษสง มีแต่เสน่ห์ลึกล้าชวนให้ใจสั่น เขาหัวใจอ่อนยวบลงในบัต ตล เต็มไปด้วยความทะนุถนอม มีกล้าล่วงเกินต่อ เกรงว่านางจะโกรธจริง ผ่านไปครู่ใหญ่ จ้าวเข่อหรันจึงสะบัดสายตาออกจากเขา พลางเอ่ยเสียง เรียบ
“ข้าต้องกลับแล้ว คืนนี้จวนเจิ้นเป่ยโหวมีงานเลี้ยงในครอบครัว ต้อง เตรียมตัวเสียหน่อย”
แม้เขาจะอยากรั้งนางไว้เพียงใด ก็รู้ดีว่างานเลี้ยงคืนนี้สําคัญ นาง ห้ามพลาดแม้เพียงก้าวเดียว เขาจึงเพียงพยักหน้าเบา ๆ “ข้าจะไปส่งเจ้าที่ชั้นสี่
ๆ
ก่อนจากกัน จ้าวเข่อหรันหน้าแดงเรื่อ รวดเร็วประหนึ่งสายลม นาง เขย่งจุมพิตที่แก้มเขาเบา ๆ แล้วเปิดประตูเข้าไปในห้องราวหนีภัย ทิ้งชื่อชวี่ยืนยิ้มโง่งมอยู่หน้าประตู ความหวานชาบซ่านดุจน้ําผึ้งหลั่งรินใน อก เขายืนอยู่นาน ก่อนจะหันห