กครั้ง
จินเฟิงมองลงไปเบื้องล่าง ความตื่นเต้นทำให้ฝ่ามือของเขาชุ่มไปด้วยเหงื่อ
แม้ว่าเขาจะเคยต่อสู้ศึกหนึ่งต่อสิบในชิงสุยกู่มาก่อน แต่ชิงสุยกู่มีพื้นที่พิเศษ จึงทำให้เขาประสบความสำเร็จได้
ฝั่งเหนือของแม่น้ำฮวงโหเป็นที่ราบโล่งกว้าง แม้แต่คูเมืองสักกองก็ยังไม่มี จางเหลียงไม่มีความได้เปรียบทางพื้นที่ใด ๆ เลย สิ่งเดียวที่ทำได้คือการบุกอย่างหนัก
“มีกำลังพลเพียงสองพันคน ทั้งยังแบ่งกำลังออกเป็นสองส่วน พี่เหลียงวางแผนจะรบอย่างไรกัน?”
องค์หญิงเก้าวางกล้องส่องทางไกลลง แล้วถามด้วยความกังวล
“หากข้าเดาไม่ผิด พี่เหลียงเตรียมจะใช้เหยียลวี่ซู่และธงแม่ทัพดึงดูดความสนใจของทหารตงหมานส่วนใหญ่ แล้วให้ต้าจ้วงฉกชิงค่ายม้าศึกของฝ่ายตรงข้าม!” จินเฟิงคาดเดา
ชาวตงหมานมาจงหยวนสามหมื่นคน โดยพื้นฐานแล้วคนหนึ่งคนต่อม้าสองตัว
การนำม้ามาเพิ่มอีกหนึ่งตัวทำให้สามารถเดินทางได้อย่างรวดเร็วและเมื่อกลับไปก็สามารถบรรทุกของที่ยึดมาได้
โดยทั่วไปแล้ว เมื่อทหารม้าตั้งตั้งค่ายเสร็จเรียบร้อย พวกเขาจะรวมม้าศึกไว้ด้วยกัน โดยมีคนเลี้ยงม้าคอยดูแลโดยเฉพาะ วิธีนี้จะช่วยรับประกันเวลาพักผ่อนของทหารม้าได้มากที่สุด ทำให้พวกเขาพร้อมรบได้ตลอดเวลา
แต่ด้วยบทเรียนจากเหตุการณ์ที่ผ่านมาของต้าหม่างพัว ที่ผู้ลี้ภัยเข้ายึดค่ายม้าศึก เหยียลวี่ซู่จึงได้วางแผนไว้ว่า หลังจากตั้งค่ายให้แบ่งม้าศึกครึ่งหนึ่งจากหกหมื่นตัวไปเลี้ยงกระจายตามที่ต่าง ๆ ในค่ายเ