เพียงก้าวมาถึงหน้าประตู ก็เห็นจ้าวเย่อเหรินพาเลียนลั่วกับเสีย นอวิ้นยืนรออยู่ก่อนแล้ว ครั้นเห็นจ้าวเข่อหรันมาถึง จ้าวเข่อเหรีนก็รีบก้าว เข้าไปหา ยิ้มหวานราวกับตอกท้อแรกผลิบาน
“พี่หญิง ใยวันนี้มาช้านักเล่า ข้านึกว่าพี่จะไม่ไปแล้วเสียอีก”
จ้าวเข่อหรันยิ้มบาง
“จะไม่ไปได้อย่างไรเล่า ฝีมือปักผ้าของท่านแม่นมจีนนับเป็นหนึ่งใน เมืองหลวง ได้มีวาสนาเรียนกับท่าน ข้าย่อมไม่กล้ายาด”
เบา ๆ
คํากล่าวนั้นเรียบง่าย แต่แฝงความแน่วแน่ จ้าวเย่อเหรินหัวเราะ
“พี่หญิงฝีมือปักผ้าก็ดีอยู่แล้ว ยังต้องเรียนอีกหรือ?”
ๆ
คําชมฟังเผิน ๆ ราวชื่นชม ทว่าความหมายลึกซ่อนคมมีดเยียบเย็น จ้าวเข่อหรันไม่ตอบโต้ เพียงยิ้มละมุนแล้วก้าวขึ้นรถม้า เมื่อจ้าวเข่อเหริน ตามขึ้นมา รอยยิ้มบนใบหน้าก็หายวับราวหมอกต้องลม เชือดเฉือนเสียจน บรรยากาศในรถม้าเย็นเฉียบ สองพี่น้องนั่งเผชิญหน้า ภายนอกคือสาย เลือดเดียวกัน ภายในกลับเป็นศัตรูร่วมฟ้า
ตั้งแต่วันที่ฉีกหน้ากากกัน ความอ่อนหวานต่อหน้าผู้คนก็เป็นเพียง
ฉากละครหนึ่งเท่านั้น คนภายนอกเห็นว่าสองพี่น้องรักใคร่แน่นแฟ้น แต่แท้ จริงแล้วต่างฝ่ายต่างรังเกียจกันจนแทบทนมองหน้ากันไม่ไหว รถม้ากว้าง ยวางนั่งสบาย ทว่าอากาศกลับหนักอึ้ง
“จ้าวเข่อหรัน ข้าไม่เข้าใจ เจ้าเย็บปักก็เก่งอยู่แล้ว เหตุใดยังต้องไป
ทุกวันด้วย?”
จ้าวเข่อเหรินเอ่ยขึ้นด้วยน้ําเสียงราบเรียบ หากแต่ไร้แววเสแสร้งแม้
แต่น้อย
“โอกาสเช่นนี้ใช่ว