่าจะมีให้คว้าได้ทุกครา”
จ้าวเข่อหรันเพียงปรายตามอง นัยน์ตาสงบนิ่งดุจผิวน้ําไร้คลื่น
“เหตุใดจะไม่ไปเล่า?”
ท่าทีเย็นชานั้นยิ่งราดน้ํามันลงบนไฟโทสะในอกของจ้าวเข่อเหริน
“เจ้าช่างแสร้งทําได้แนบเนียนนัก”
จ้าวเข่อหรันแค่นหัวเราะแผ่วเบา มุมปากยกขึ้นอย่างไม่ยี่หระ
“คนเราย่อมต่างกัน มิใช่หรือ?”
วาจาสั้น ๆ แต่เยียบเย็นยิ่งกว่าน้ําค้างปลายเหมันต์ ครั้นสิ้นเสียง รถ ม้าก็ค่อย ๆ เคลื่อนตัวไป ทิ้งไว้เพียงความเงียบงันที่ตึงเครียดราวสายพิณ ใกล้ขาด
เมื่อถึง จวนกั๋วกงแห่งตระกูลฉิน ก็เริ่มเรียนปักผ้าตามปกติ วันนี้ เป็นบทสุดท้าย หลังจากหนึ่งเดือนเต็ม แม่นมจีนถ่ายทอดทุกสิ่งที่ควรสอน แล้ว นางมองสามสาวตรงหน้าอย่างพึงใจ โดยเฉพาะจ้าวเข่อหรัน พรสวรรค์ สูงส่งราวถือเข็มปักมาตั้งแต่เกิด ก่อนจบ นางกล่าวด้วยเสียงอบอุ่นแต่หนัก
แน่น
“การปักผ้าไม่ยาก จุดเริ่มคือใจรัก แต่หัวใจแท้จริงคือความอดทน และความละเอียดอ่อน ไม่มีผู้ใดเกิดมาก็ปักซูโจวได้ช้านาญ ทุกอย่างล้วนฝึก ฝนจนเชี่ยวชาญ “ช้านาญเพราะทําบ่อย จําไว้เถิด”
สามสาวค้อมกายรับค้า หลังเลิกเรียน จ้าวเย่อหรันกับจ้าวเย่อเหริน
เตรียมกลับ ทว่า ฉินอี้เหมี่ยวเอ่ยขึ้นเสียก่อน
“น้องหญิงทั้งสอง ต่อไปคงมิได้พบกันทุกวันเช่นนี้แล้ว”
จ้าวเข่อหรินคลี่ยิ้มบาง แววตาอ่อนโยนแต่สงบนิ่ง
“พวกเราล้วนเป็นเครือญาติ อีกทั้งจวนก็อยู่ห่างกันเพียงเท่านี้ อยาก
พบกันเมื่อใดก็ย่อมได้”
ฉินอีเหมียวยิ้มจ